sakulbuth's profile:: OSK 125 & TS50 :|: le...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
:: OSK 125 & TS50 :|: lemon on America ::Life is short. Eat dessert First ! June 16 Euphoric Ending" A year has passed by since she decided to leave and live with her mother and had to transfer to other school. Lonely, he is reminiscing about his unforgettable past with her, the time they had stayed together and tried hard to overcome their hardship. Although they finally understand their feelings toward each other, bitterness of reality separates them. Yes, it's her decision to become stronger. It's her who wants to settle things with her parents to be accepted by everyone instead of escaping to pursue her own happiness with him. Yet, the feeling of nostalgia comes when thinking back. He has to endure it, because she believes in him ... Windows of their classroom he is looking at stay unchanged, except that someone is standing at the corner of the room. He suddenly runs upstairs, excited by the scent of familiarity. A door is opened. The room is empty. A curtain is flowing down. A tall locker is exposed behind. He opens it. 'What? I was planning to surprise you,' she stands there with disappointment showing on her unchanged face in a new black uniform. 'It seems like you grow,' asks he. 'Not even millimeter,' she angrily replies. His word pierces through her weakness. 'Listen ...' 'I love you,' the missing dearest word she desires most is said. " - Toradora! (the last scene of the final episode) ... และแล้วก็สุข เมื่อทุกอย่างที่สร้างไว้ มาบรรลุถึงเป้าหมายท้ายสุดในตอนจบ ในภาพความประทับใจ ภายใต้แสงแดดแห่งฤดูใบไม้ผลิ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของผู้คนเหล่านั้น คิดย้อนไปยังอนิเมเรื่องแรกๆที่ได้ดู Kanon 2006 เรื่องราวของเด็กชายที่กลับมายังเมืองที่เค้าเคยอยู่อาศัยเมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อต่อเติมความทรงจำที่ขาดหาย เติมเต็มคำสัญญาที่เค้าให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น และรอคอยปาฏิหารย์ที่จะเปิดเผยความจริงที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยละอองหิมะสีขาว ที่ยอดเขานั้น ความทรงจำ คำสัญญา ปาฏิหารย์ กับความจริง ... ที่โลกแห่งความจริงไม่มี โลกความฝันสวยงามเสมอ ถึงโลกของตัวละครในแต่ละเรื่องจะเป็นโลกใบเล็กๆ แต่ก็เป็นโลกที่ปราศจากขอบเขตของจินตนาการและความหวัง โลกใบเล็กที่ไม่มีสังคมภายนอกมารบกวน พวกเขาจึงสามารถแสดงความต้องการและตัวตนของตัวเองออกมาได้อย่างที่เขาอยากให้คนอื่นรับรู้ โลกของพวกเขาเหล่านั้น ช่างดูอบอุ่น สว่างไสว นุ่มนวล บริสุทธิ์ ความมุ่งมั่นที่จะไล่ล่าคว้าความฝันที่วาดไว้ในวัยเยาว์ ความแน่วแน่ที่จะตามหาสิ่งที่ขาดหายไป และเติมเต็มในอีกเสี้ยวหนึ่งของคนอื่น ความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ว่าสักวันทุกความหวังและความฝัน จะกลายเป็นจริงถ้าเรายังไม่ยอมแพ้ มีคนบอกว่า โลกใบนั้นเป็นสมุดภาพนิทานที่เป็นเศษเสี้ยงหนึ่งของโลกแห่งความจริง กระดาษขาวที่ถูกแต่งเติมสีสัน เติมต่อเรื่องราว จัดวางเหตุการณ์ และเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน แต่ ... ถ้าโลกใบนั้นมีพื้นฐานมาจากโลกของเรา ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงดูแตกต่างกันมาก ความมุ่งมั่น ความแน่วแน่ ความเชื่อมั่น ความรู้สึกอันแรงกล้าต่างๆที่ใครใครหยิบยกขึ้นมา ราวกับเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน หลายสิ่ง หลายอย่าง ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสายตา ที่ถูกรับฟังผ่านทางโสตประสาท ที่ผ่านทางความคิดและแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึก ความรู้สึกเหล่านั้น ทำไมลึกลงไปข้างในเราถึงรู้สึกไม่คุ้นเคย ทำไมหมือนเป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยพบเจอ ... ,หรือว่าเรายังโตไม่พอ ,หรือว่าที่เราเคยรับรู้มาไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ,หรือว่าสิ่งที่พวกเค้าถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่มีเพียงพวกเขาเหล่านั้นที่เข้าใจ ,หรือว่าตัวเราเอง ปฏิเสธที่จะรับรู้ การที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนั้น ถูกจัดเรียงอย่างลงตัว อาจเป็นเพราะเรื่องราวต่างๆถูกกำหนดเอาไว้แล้วเรียบร้อย เพราะโลกใบนั้นเป็นโลกใบเล็ก จึงไม่มีอะไรจากภายนอกมาขัดขวางให้พวกเค้ากล้าที่จะเติบโตและก้าวไปข้างหน้า และเพราะเวลาในโลกใบนั้นไม่ยาวนานมากนัก เราจึงเห็นแต่ภาพช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อชีวิตของตัวละครเหล่านั้น ถ้าอย่างนั้น ... แปลว่าการที่โลกของเราไม่มีความสดใสเทียบเท่ากับอีกโลกหนึ่ง เป็นเพราะว่าโลกใบนี้ มี "ส่วนเกิน" ที่ไม่จำเป็นเยอะเกินไปหรือเปล่า ? February 15 <> คราวนี้มาสั้นๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาจะเขียน แต่เอาเวลาเขียนไปทำอะไรที่ทำให้มีอะไรจะเขียน (กับนอน) ปิดเทอม Winter Break ไปเที่ยว Florida กับเพื่อนๆมา Disney World กับ Universal สนุกมาก สวยมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะไม่มีกล้อง ดูภาพที่เพื่อนๆเค้าถ่ายไว้ไปพลางๆก่อนหละ (ลิงค์อยู่ด้านล่าง) ภาคเรียนที่ 2 เริ่มมาเกือบเดือนได้แล้ว วิชาที่เรียนมีแต่สนุกๆ เรียกได้ว่าเทอมนี้เรียนตามใจฉัน แน่ใจว่าถ้าคนอื่นมามองคงหาว่าบ้า ESL 115 - Academic Writing CS 225 - Data Structure (C++ language) CS 357 (Math 357) - Numerical Method (Computing using mathematical approach) Math 241 - Calculus III Math 402 - Non-Euclidean Geometry (e.g. Spherical Geometry) Math 413 - Combinatorics Math 453 - Elementary Theory of Number 7 วิชา 23 เครดิต (Maximum เค้าให้แค่ 18 เครดิต ประมาณ 6 วิชาแต่ไปขอเพิ่มได้) เรียนเยอะ การบ้านแยะ แต่สนุก ท้าทาย รู้สึกว่าได้ใช้สมองทุกวัน ทั้งวัน สนุก เริ่มสำนึกบุญคุณค่าย สสวท.เลข ที่สอนมาให้แล้วมากมาย เลยเรียนน้อยลงไปเยอะ แต่น่าเสียดายที่คงจะเรียนอย่างนี้ได้แค่เทอมเดียว เพราะเทอมหน้าๆต้องเรียนพวก General Education อย่าง Psychology, Philosophy ให้ครบ ไม่งั้นไม่จบ แผนการเรียนตอนนี้ คิดว่าจบใน 3 ปีได้ แต่คงต้องคิดดูดีๆเพราะจบ 3 ปีอาจจะเร็วไปพื้นไม่แน่น จบ 4 ปี ก็มีปัญหาอีก ไม่รู้จะเรียนอะไร ตอนนี้ตารางเรียนที่วางไว้ก็เรียนเลขซะเกือบหมดภาควิชาละ ชีวิตสุขสบายดี แพ้กุ้งอย่างไม่ทราบสาเหตุตอนไป University of Chicago แต่ไม่เป็นไรมากนอนแล้วหาย ขอบคุณพี่ๆที่ UChi มาก สำหรับที่ซุกหัวนอน Mario Kart ความใจดี และ ของหวานวันเกิด (เค้ก+ไอติม+ผลไม้) ความคิดลอยฟุ้งเฟ้อเต็มหัว แต่ไม่ได้หยิบมาทำให้ฟูฟ่อนเป็นเรื่องฟูมฟาย จะพยายามเขียนให้เยอะกว่านี้ครับ - First - Link: [Credit: Gor, Tanachat Nilanon] Downtown Disney Epcot, Disney Magic Kingdom, Disney Universal Studios 1 Universal Studios 2 January 21 tHERE...โรย
ภาพตึกเรียนที่ดูคล้ายปราสาทอันเก่าแก่แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่และสง่างามตึกนั้น กลับดูเด่นชัดสะดุดตายิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มกอสีเขียวที่เคยปกปิดทัศนียภาพนั้นไว้ ผละกิ่งโรยตัวลงจากต้นใหญ่ทีละใบ ทีละใบ ไปสู่พื้นดินบนเส้นทางเดินของผู้คนแห่งนี้
ใบสีเหลืองที่ลอยเคว้งคว้างไปตามสายลมแรงแต่ละใบ แตะไหล่สะกิดผู้คนที่กำลังเร่งรีบให้หยุดพักหายใจ และกระซิบบอกเบาๆด้วยเสียงแห่งความเป็นห่วงเป็นใยว่า "ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้วนะ" เจ้ากระรอกน้อยที่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนใครเพื่อน ออกมารับแสงแดดเหนือสนามหญ้าใจกลางมหาวิทยาลัย เหยียบย่ำผ่านใบไม้สีเหลืองปนแดงเหล่านั้นกันบ่อยกว่าที่เคยเป็น คงเป็นเพราะเสียงเล็กๆจากใบไม้ส่งผ่านมาทางสายลม แจ้งเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเก็บสะสมอาหารไว้ก่อนที่เหล่าพรรณไม้จะได้เริ่มหยุดทำงาน พร้อมใจกันสละใบไม้ที่เคยอยู่ร่วมกันมากว่าปีออกจากกิ่งสีน้ำตาลแห้งกรัง เพื่อรอเวลาแห่งการแตกกิ่งก้านใบใหม่ในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยภายในหน่วยความจำเล็กๆ ที่ได้เริ่มรวบรวมและบันทึกข้อมูลของสถานที่ในต่างแดนแห่งนี้มาต่อเนื่องเป็นเวลาสามเดือน... กลาย ความแปรปรวนของอากาศ บรรยากาศของผู้คนแปลกหน้า หน้าตาสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ต้นไม้ใบไม้ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวากว่าที่อื่นๆ ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับการได้มาเยือนสถานที่แห่งใหม่ ภายในบันทึกเรื่องราวที่เพิ่งจะถ่ายทอดความรู้สึกลงไปไม่นานมานี้ สิ่งของเครื่องใช้ที่นำติดตัวมาในกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ ตอนนี้ถูกวางอย่างระเกะระกะปะปนกับสิ่งของแปลกหน้าที่เจ้าของนำมาวางทิ้งไว้ได้ไม่นาน หนังสือเล่มโปรดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหม่ ดูเหมือนเจ้าของที่กำลังง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะไม่ค่อยสนใจหยิบมันมาอ่านสักเท่าไร เลยพากันหลบหน้าหลบตา โผล่ให้เห็นแต่สันเรียบๆออกมาข้างนอก เสื้อกันหนาวสีเขียวเข้มตัวเก่งที่ต้องคว้ามาใส่ทุกครั้งเวลาออกไปเผชิญอากาศหนาว แขวนตัวลอยอย่างสงบในตู้เสื้อผ้าใบเล็ก เพื่อรอวันที่อากาศจะเป็นใจให้มันได้ออกมาสูดอากาศหนาวและสัมผัสกับความละเมียดละไมของปุยหิมะอีกครั้ง กระเป๋าเป้สีส้มสดใส เริ่มอิดโรยหลังจากต้องบรรจุหนังสือเรียนเล่มใหญ่ สมุดจดเล่มหนา เลคเชอร์อีกเป็นกองๆ แต่กลับถูกทอดทิ้งหลังจากกลับมาถึงห้องนอน กองอยู่บนพื้นอย่างแน่นิ่ง อีกไม่นาน ... ผ้าห่มสีเขียวผืนใหม่นั้นคงจะดูหม่นหมอง อีกไม่นาน ... ตะกร้าใส่ผ้าที่วางอยู่กลางห้อง คงจะกลายดูเหมือนของตกแต่งห้องชิ้นหนึ่ง อีกไม่นาน ... ภาพสนามหญ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งภายนอกหน้าต่าง จะกลายเป็นแค่ "ภาพคุ้นตา" .... ย้อน เหตุผลแรกที่ผ่านเข้ามาในความคิดว่าทำไมถึงเลือกรับทุน ก็เพราะ .. อยากไปอยู่ในโลกใบใหม่ เคยหวัง, ว่าถ้าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง สักวันเราอาจจะได้ไปอยู่ในโลกที่ดีกว่านี้ เคยฝัน, ว่าการได้พบสิ่งใหม่ๆ คงจะรู้สึกเหมือนกับการได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ดั่งตัวละครในนิยาย เคยคิด, ว่าการที่ได้ชื่อว่า "สิ่งใหม่" คงจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรนัก และสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ก็เป็นอย่างที่หวัง ไม่ต่างจากภาพที่คิด และไม่ผิดจากสิ่งที่ฝัน "สิ่งใหม่" ยังคงทำให้เราตื่นตา ประทับใจ และ ไขว่คว้า ได้เสมอ แต่ โลกความจริง นิยามคำว่า "สิ่งใหม่" ให้แปรผันตามกาลเวลา 1 ปี .. 1 วัน .. 1 นาที .. ความอยากรู้อยากเห็น ความแปลกใหม่ ความสดใส ถูกกลืนหายไปใน "ความเคยชิน" ที่เข้ามาแทรกซึมในทุกสิ่งทุกอย่าง ความประทับใจต่างๆที่ยังคงสดใสในภาพความทรงจำ กลายเป็นเพียงจินตภาพ เมื่อภาพความจริงของสิ่งรอบตัวเรา สิ้นแสงสะท้อนความประทับใจที่เคยมี เห็นเพียงแต่รอยสนิมเกรอะ ที่ไม่สามารถขัดถูให้งดงามเหมือนดังวันแรกที่ได้สัมผัส ความเคยชิน ปิดซ่อนอะไรๆในชีวิตตั้งไม่รู้เท่าไร ตอนนี้ ทำได้แค่เพียงรวบรวมกำลังออกตามหา "สิ่งใหม่" อีกครั้งหนึ่ง แต่ อีกไม่นาน สิ่งใหม่ที่ปรารถนา คงจะต้องพบชะตากรรมภายใต้วังวนของเวลา กลัว .. กลัวว่า สิ่งใหม่ที่กำลังไขว่คว้าไว้ จะเลือนหายไปอีก กลัวโลกใบใหม่จะคงเหลือไว้แต่ "สิ่งเดิมๆ" โลกใบนั้นจะมีสีอะไร ... หิมะตกอีกแล้ว September 02 Study Story StartDear my space, Long time no see. Sorry that I couldn't meet you since I arrived in the United States. Yeah, it was very busy. You know what, I had stayed at Los Angeles airport for 15 hours ! My flight was canceled and it's the last one of the day. Luckily, I could make it and took a flight directly to Chicago instead of NYC. *sigh* My Fall semester begun on Aug 25. So why had I been here since Aug 15 ? Good question. And thanks for your attention. As an international student, we, I mean my friends as well, have to take TB test, give a photocopy of passport to university, and stuff. Moreover, we need personal household like blanket, pillow, mat, and so forth. So the first week was busy but full of excitement. Where am I living ? Of course, dormitory. I share a double room with Thai roommate, Tee. At least, we can communicate to each other well. The dorm is so far away from the academic building that we, I mean everyone, have to take a bus. I hope that I can afford a bike which makes my traveling easier. But first of all, let me receive allowance from Office of Educational Affairs ... I believe you want to see my classes, right ? I'm not sure where you are created but the education system should be similar. Here they are: ESL114 - Academic writing oh, please store these information for me. I don't want to forget a class and get 'F' at the end of semester. Keep in mind...Econ103 - Macroeconomic Computer Science 125 - Introduction to computer science Math 347 - Fundamental Mathematics Math 415 - Linear Algebra LAS 101 - College Experience I can't inform you how I like these classes now. I have studied for only a week. In fact, I have an opportunity to drop or add class now. Well, if I do add it, my credit will exceed its limit 18 hours. Yes, my friend (my roommate, to specify) does that but I want to have a chilling time for the first year. That's why I arrange all classes after 11 am. I can get up late everyday, Happy Morning ! Ah, I forget one important thing, picture. Sorry again. I don't have camera yet so I can't share you my photo. Don't be sad ... I will do it soon. Hang in there.I promise that you will like my pics, I mean my university. You will see how wonderful math department is ! It's a castle, literally. Other pat of colleges are great too. Give me a time to explore around the campus please. It's too big to see every single place in a week. Even though I'm writing this in English, I'm astonished at how large Thai people group is. I realize that I've talked in English only a few time. Most of time is spent with Thai people. It's happy though but I still need to improve my poor speaking skill. That's a reason why I'm here, right ? We, I mean Thai people, are gonna held "Thai Night," an event we represent our traditional, belief and our proudly cuisine to foreigners. It will be a very big event, as well as a very hard work to do. We, I mean you and me, will see the results soon. How are you so far ? I think it's kind of boring to stay in a limit space, bounded with a straight line and translated into a trillion of bitstring of two digit number all the time. I'm sorry. I can't take you out, although you've helped me express and safely store my thoughts since I first met you here. In exchange, I will commemorate my precious memory with you. Sounds interesting ? I will bring you along with me and keep you up-to-date. Even if I can't promise that I will always talk to you because of workload, I'm going to at least try my best. So, my space, please stay calm. Do your job and I will do mine. See me soon, - First @ University of Illinois at Urbana-Champaign - August 19 Group, Camp and Happinessเสียงดับเครื่องยนต์ของรถตู้สีเทาเข้มหลังจากผ่านการเดินทางอย่างไม่หยุดหย่อนกว่า 3 ชั่วโมง บอกเป็นนัยให้เราซึ่งหลับมาตลอดทางเพราะพ่ายแพ้ให้เจ้าความเพลียที่เก็บสะสมมาหลายวันหลายคืน ว่าที่หมายที่เราถึงแม้จะรู้จักเพียงแค่ชื่อและทำเลที่ตั้ง แต่พวกเราก็ทำงานต่อเนื่องมากว่า 2 เดือนเพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายที่ทุกคนวางไว้โดยมีสถานที่นี้เป็นสนามทดสอบผลลัพธ์ที่เราหวังไว้นั้น ได้ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์รำไรของเวลาสาย ภายนอกกระจกรถแล้ว เปิดประตูก้าวเท้าลงจากรถในสภาพงัวเงียได้ไม่เท่าไร เสียงคุยของเพื่อนๆในเสื้อสีแดงสดและอาจารย์อีกกว่า 30 ชีวิต สภาพอากาศร้อน แสงแดดที่แยงตา และภาพข้างหน้าที่ไม่คุ้นเคย ประสานงานกันปลุกให้เราตื่นตัวเพื่อจะได้เตรียมตัวเข้าพิธีเปิดที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่ถึงชั่วโมง ลังกระดาษใส่ของใบน้อยใหญ่ กระเป๋าเสื้อผ้าหลากสไตล์ และอุปกรณ์ไฟฟ้านับไม่ถ้วน ถูกขนย้ายจากรถตู้ที่กลายเป็นรถบรรทุกไปโดยปริยาย เพราะบรรจุของไว้จนเหลือที่นั่งเพียงสองที่ ไปเก็บไว้ในห้องเรียนนักเรียนอนุบาล ซึ่งโต๊ะเก้าอี้ต่างๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกไปกลายเป็นห้องโล่งกว้างไว้สำหรับเป็นห้องนอนแทน ม่านกำมะหยี่สีแดงผืนใหญ่แขวนไว้อย่างหรูหราหน้าเวที ประชันความสดใสกับเก้าอี้สีแดงนับร้อยตัว ใต้ห้องโถงอาคารเรียนหลัก โฟมปุยขาวเรียงตัวอย่างเรียบร้อยเหนือผ้าม่านผืนนั้น หมึกสีฟ้าที่อยู่บนก้อนโฟมพอจะผสมให้อ่านเป็นคำได้ว่า "ค่ายปลุกพลังความคิด เปิดสวิตช์ความสร้างสรรค์" "จัดโดย นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ปี 2550" "ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า" "1-3 สิงหาคม พ.ศ.2551" หลังจากไมโครโฟน คอมพิวเตอร์ หลอดไฟและลำโพง ที่เชื่อมต่อกับสายไฟระโยงระยาง เข้าที่เข้าทางตามที่ฝ่ายโสตมือฉมังจัดเรียงไว้ สมุด ขนม ตัวต่อเลโก้ กล่องยา ผ้าปูที่นอน และของจิปาถะมากมายยืนโชว์ตัวอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะไม้หน้าเวที รอให้วลาที่จะมีคนมาหยิบยื่นบริจาคให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เบื้องหน้าเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ถึง 6 นั่งจ้องเวทีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น จะเป็นเพราะผู้คนที่ดูแปลกตาเดินพลุกพล่าน ผ้ากำมะหยี่สีแดงโดดเด่นผืนใหม่ที่ไม่เคยเห็นมันถูกแขวนมาก่อนนั้น หรือเสื้อสีน้ำตาลเข้มพร้อมชุดเครื่องเขียนที่ได้วางอยู่ข้างตัวก็มิอาจทราบได้ แต่ที่รู้แน่นอนก็คือพวกเราทุกคนก็ฉายแววตากลมโตไปยังเบื้อหน้าเวทีเดียวกันนั้นด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน แปะๆๆๆๆ ตึ่ง โป๊ะ ตี่งๆ ปะละโล๊ะโป๊ะ ตึ่ง เสียงรัวกลองจังหวะครึกครื้นสนุกสนานดังขึ้นเพื่อเริ่มกิจกรรมสันทนาการ ถัดจากเสียงตบมือในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการที่ได้เสร็จสิ้นลง เพลงต่อเพลงถูกหยิบยกมาร้องอย่างไม่ขาดสาย จากพี่ๆผู้ชำนาญงานบันเทิงเลือกจัดคัดสรรมาล่วงหน้าอย่างดี ไม่ว่าจะท่าเต้นประกอบ ประหลาด หรือประทับใจ สร้างเสียงหัวเราะจากน้องที่ตบมือเป็นจังหวะตาม จากพี่กลุ่มที่อดขำไม่ได้แม้ว่าจะเคยเห็นมาแล้วก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่ครูอาจารย์และผู้ปกครองที่เฝ้าดูอยู่บริเวณรอบๆ หลังจากร้อง เล่น เต้น และหัวเราะจนเหนื่อย ทั้งพี่ทั้งน้องก็ยกพลเดินขบวนไปรับของว่างในโรงอาหาร ดูท่าจะไม่ผิดหวังนักเพราะได้ขนมปังก้อนโตกับโอวัลตินไปกินเพื่อเติมพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่อไป ผ้าฝ้ายขาวขุ่นผืนใหญ่ วางเรียงรายบนพื้นห้องโถงแทนที่เก้าอี้สีแดง เป็นสัญญาณบอกเริ่มกิจกรรมค่ายกิจกรรมแรก ที่มีชื่อฟังดูคลับคล้ายคลับคลากับโฆษณารณรงค์รักษ์สิ่งแวดล้อมว่า "ป้าคะๆ หนูไม่เอาถุงพลาสติกค่ะ" จากผืนผ้าเปล่าผืนโต ได้ม้วนตัว เลาะตะเข็บ เก็บปลาย กลายเป็นถุงย่ามรูปแบบต่างๆด้วยการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากฝ่ามือพี่พี่สู่ฝีมือน้องน้อง จินตนาการที่เค้าว่ามองไม่เห็น กลายเป็นสีสันสดใสในผ้าผืนสวย ด้วยเส้นสายลายฝันจากพู่กันและจานสี โชคดีที่ผ้าผืนใหญ่พอที่จะให้ใส่ของไว้ใช้และใส่ฝันไว้โชว์ จึงได้เห็นทั้งรอยสีเลอะที่พื้นและรอยยิ้มเลอะที่มุมปากเต็มไปหมด [ตะวันลับตา ท้องฟ้าก็ทาสีดำ...] แต่สิ่งที่ฉันต้องทำเป็นประจำคงไม่ใช่คิดถึงเธอแน่สำหรับค่ายนี้ แต่เป็นอาหารเย็นในถาดหลุมสังกะสีที่มีข้าวสวย และกับข้าวสองชนิด ตามสูตรอาหารโรงเรียนประถมเลย แต่หายห่วงได้เพราะว่าฝึมือคุณป้าแม่ครัวก็ใช่ย่อย ผ่านประสบการณ์การปรุงมานานพอดู กับข้าวจึงเกลี้ยงจานอย่างที่เห็น กิจกรรม Highlight ของค่ายนี้คงจะหนีไม่พ้น Game show ที่มาในรูปแบบของ Science Show แน่หละ เล่นขนอุปกรณ์ซะอลังการงานสร้างอย่างกับจะมาเปิดห้อง Lab ให้โรงเรียน ขน Hot Plate มาซะ 6 ชุด หลอดทดลอง บีกเกอร์ ตะเกียงแอลกอฮอล์ Indicator กับสารเคมีอีกร้อยแปด ทำเอาอาจารย์ใจหายไปกองที่ตาตุ่มว่า ถ้ามีใครมาลอบวางระเบิดนี่ คงได้เห็นเทศกาลพลุเป็นแน่ ทำ Flash Player เป็นนิทานเรื่อง "อัศวิน โต๊ะจีน" อย่างหรูหรา และน่ารัก และอุปกรณ์ประกอบฉากอย่างมังกรพ่นไฟ (ที่มีน้ำลายเป็นของแถม) แม่มดหมวกดำเสียงแหลม (แหลมซะจนเสียงแหบไปอีกหลายวัน) ส่วนอุปกรณ์ Lab ที่ดูน่าอันตรายของพี่ๆกลายมาเป็นของเล่นน้องๆให้หยอดนู่น ประกอบนี่ แล้วก็บรื๊อ กลายเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซะงั้น นอกจากน้องจะตั้งใจทดลองอย่างขมีขมัน พี่กลุ่มก็ร่วมวงอย่างตั้งอกตั้งใจเหมือนกันเพราะห่างหายจากบรรยากาศอย่างนี้ไปนาน เมื่อได้พ่นไฟ ต้มไข่ ดึงตะปู จิ้มกระดาษ หั่นกะหล่ำม่วง จนหนำใจแล้ว น้องๆผู้อ่อนเพลียก็อาบน้ำเข้านอนตามหน้าที่ของเด็กดี มานั่งนึกในใจว่าจะมีน้องคนไหนมั้ยน้า ที่เก็บภาพความสนุกที่เกิดจากความตั้งใจของพี่ในคืนนี้ไปฝันหวาน แต่งนิทานผจญภัยของเจ้าหญิงเจ้าชายตัวน้อยขึ้นมาเอง เรื่องของน้องอาจไม่มีมังกรพ่นน้ำใส่เพราฟีนแล้วไฟลุกโชนเหมือนคืนนี้ แต่อาจมีสัตว์ประหลาดอื่นมาเติมฝันให้สนุกไปอีกแบบหละ ท้องฟ้ายังไม่ทันจะผลัดสีแดงของอาทิตย์วันใหม่ น้องๆก็ตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัวตามกำหนดการ ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะมีประชุมสรุปงานกันข้ามวันข้ามคืน บรรยากาศจึงดูเหมือนในภาพยนตร์เมืองผีดิบ (ไม่รู้ว่าทำไมต้องดิบ สงสัยถ้าผีสุกคงจะกลายเป็นกองขี้เถ้าคล้ายตอนอาบแสงตะวันล่ะมั้ง) ที่ทุกคนเดินอย่างอิดโรย หนังตาปิด และโซเซไปมา (คำอธิบายอาจจะดูเกินจริงไปนิด แนะนำให้ลองนอนน้อยๆแล้วส่องกระจกมองหน้าตัวเองดู) แปรงสีฟันยังซอกซอนชอนไชไปไม่ถึงซอกเหงือก กิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าก็ลากน้องเข้าห้องโถงอีกแล้ว จึงเกิดภาพคล้ายคนละเมอมาเดินมอปพันธมิตร ขาโยกโบกมือแต่ตาปรือเกือบปิด เห็นทีต้องเปลี่ยนเป็นกิจกรรมขึ้นเขาชนไก่ซะแล้ว จะได้ตื่นอย่างจริงๆจังๆกันสักที น้องๆจะได้พร้อมรับกิจกรรมดีๆที่พี่หุง ปรุง เคี่ยว และตกแต่งใส่จาน พร้อมดีลิเวอร์รี่ส่งถึงโรงเรียน "สลัดน้อยกับหมู่เกาะทั้งเจ็ด" ชื่อกิจกรรมดูเลียนแบบนิทานก่อนหลับที่ฟังคุ้นหู แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่านี่เป็นกิจกรรม Walk Rally แล้วกัน เปิดตัวด้วยพิธีกรมือฉกาจมาแหลงใต้ให้พี่น้องได้ฟังเป็นขวัญหู พาน้องไปสู่เรื่องราวการผจญภัยล่าสมบัติ ครึ่งแรกให้น้องเข้าฐานวน 6 ฐาน เล่นเกมตามเกาะต่างๆ ไม่รู้ว่าตั้งชื่อกันยังไงได้พิลึกกึกกือหวือหวาขนาดนี้ ก็เกาะน่ะมีชื่อ "เกาะแก้วพิศดาร เกาะการพิศวง เกาะดงแดงพิศเพ่ง เกาะเล็งเหรียญพิศเพลิน เกาะเหินต่อตั้ง เกาะพลังพังทลาย เกาะทายไขสมบัติ" เรียกได้ว่า พอน้องได้ยินชื่อเกาะก็สะดุ้งตื่นตาสว่างทันทีโดยไม่ต้องออกกำลังกายให้เปลืองพลังงาน รูปแบบเกมที่พี่ๆคิดก็ออกแนวอัจฉริยะข้ามคืน เอาอุปกรณ์ไปแก้ปัญหาต่างๆ อย่างทำที่เจาะลูกโป่งให้แตกมากที่สุด ตั้งขวดให้มากสุดและเร็วสุด น้องก็ได้ระดมสมอง ลองถูกลองผิด คิดแก้ปัญหา แถมได้วิ่ง ชิ่ง เปียกกันอีกต่างหาก (แปลว่าอะไรลองไปดูกิจกรรมเองนะ) ครึ่งสองปล่อยน้องหาที่ซ่อนลายแทงกับหาคำใบ้ว่าสมบัติคืออะไรจากคำบอกเล่าของชาวเกาะ พอปล่อยตัวน้องก็วิ่งวุ่นกันใหญ่ พอน้องเจอที่ซ่อนลายแทงปุ๊บ ตะโกนซะลั่น รู้กันทั้งโรงเรียน เรียกได้ว่าความลับไม่มีในเกาะจริงๆ แถมบางคนเจอลายแทงแล้วยังอุตส่าห์แกะเอามาบอกเพื่อนแล้วเอาไปซ่อนที่อื่นอีก อย่างนี้หละที่เค้าว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด (อาจต่อท้ายว่า "แกมโกง" อีกทีแล้วแต่กรณี) ผลสุดท้ายหลอดไฟตะเกียบที่ซ่อนในพุ่มไม้ใต้เสาธงก็ถูกค้นพบ จบกิจกรรมมาราธอน 3 ชั่วโมงกว่าๆอย่างเรียบร้อย ตกบ่ายได้เวลากีฬาสามัคคีในชื่อสุดกิ๊บเก๋ "รังควานไขมัน รังสรรค์ซิกแพค" หลักการง่ายคือ จับน้องมาเล่นกีฬา พี่ได้ลุ้น น้องได้เหงื่อ ส่วนไขมันจะถูกรังควาน หรือรังสรรค์สักแพคสองแพคก็ไม่รู้ แต่เรื่องความสนุกล่ะก็ ... กินขาด ตกดึก กิจกรรมคู่ขวัญค่ายก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Show Time หรือที่รู้จักกันดีในนาม "กิจกรรมรอบกองไฟ" หลังจากเตรียมการแสดง ประดิษฐ์อุปกรณ์ และลากตัวพี่ๆให้มาเป็นตัวละครรับเชิญแล้ว ก็ได้เวลาประชันฝีไม้ลายมือการแสดงของเหล่าซุปเปอร์สตาร์ตัวน้อย ถึงเนื้อเรื่องจะมั่วๆซั่วๆ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่กลั่นกรองมาจากความคิดจินตนาการที่น้องๆคิดเอง ลงมือทำให้เป็นจริงเอง นี่ถ้าน้องมีความสามารถทำความใฝ่ฝันในอนาคตให้เป็นจริงได้ด้วย คงจะน่าภูมิใจไม่ใช่น้อย ... ความมืดมิดเข้ามาปกคลุม ไฟในห้องโถงทุกดวงถูกดับลงเพื่อให้เปลวเทียนน้อยๆในมือเราส่องสว่างให้แสงไฟแก่ทุกคนอย่างเต็มความสามารถของมัน ความเงียบเข้ามาครอบคลุม สายตาทุกคู่ของน้องจดจ้องไปยังลูกไฟสีเหลืองที่ฉายเจิดจ้าภายใต้ใบหน้าอันเงียบงันลุ่มลึกของพี่ บรรยากาศอึมครึมผ่านไปเรื่อยๆราวกับว่าทุกคนกำลังรอให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏท่ามกลางความมืดนี้ ทันใดนั้น เสียงแรกดังขึ้นมาจากทางหน้าเวที เสียงของพี่ที่น้องคุ้นหู แต่สีหน้าที่จริงจัง ไร้ซึ่งรอยยิ้มเฉกเช่นวันก่อน กับน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าสร้อย แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น คงจะทำให้หลายคนประหลาดใจนัก เสียงจากลำโพงกำลังส่งผ่านข้อความที่ผ่านการเรียงร้อยถ้อยคำอย่างละเมียดละไม ด้วยภาษาเรียบง่าย ต่างจากใจความสาระที่เต็มเปี่ยมไปเนื้อหาที่ซับซ้อน คำพูดต่อคำพูดแทรกซึมผ่านเข้าไปทางประสาทรับเสียง แปลผลด้วยสมอง และตอบสนองออกมาทางความรู้สึกของผู้ฟัง . . . ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ภายหลังจากเสียงนั้นสิ้นสุดลง เสียงเล็กๆดังขึ้นในมุมมืด เวลาผ่านไป น้ำตาเทียนเสีเหลืองนวลไหลลงกองอยู่บนแผ่นกระดาษขาว เช่นเดียวกันกับน้ำตาเม็ดใสไหลอาบใบหน้ากองรวมที่ปลายคางแหลมเล็กสีชมพูระเรื่อ ทุกคนยังคงนิ่งอยู่กับที่ไปอีกระยะนึง ให้เวลาเช็ดคราบน้ำตาที่เลอะติดบนแก้ม และให้เวลาทบทวนครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่เพิ่งได้รับฟังเมื่อสักครู่ "วันเวลาดีๆเหล่านั้น เธอยังคงจำได้ไหม วันที่เคยร่วมทุกข์และสุขจนล้นหัวใจ วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนั้น อยากจะมีเพลงเพลงนึง ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นพันพันให้เธอรู้ ให้ทุกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่ เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป และทุกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ เราจะมีกันและกันเป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน" เสียงเพลงที่ฟังจนคุ้นหู ถูกขับร้องขึ้นอีกครั้ง ในบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิม แต่ไม่ว่าจะได้ยินเพลงนี้สักกี่ครั้งก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อเพลงนี้ยังคงไม่เปลี่ยนไป แม้ช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน จะล่วงผ่านไป เหลือเพียงภาพถ่ายใบเล็กที่ถูกบันทึกเพียงใบหน้าไว้ แต่ภาพความทรงจำ จะยังคงฉายซ้ำไม่รู้จบ ตราบเท่าที่เรายังคงมีชีวิตอยู่ เพียงขอให้มีสิ่งๆหนึ่งไว้เตือนความหลัง และรื้อฟื้นความทรงจำดีๆนั้น ... แสงไฟกลับมาส่องสว่างดังเดิม แสงเทียนถูกดับด้วยแรงลม พิธีผูกสายสิญจน์ดำเนินไปด้วยเสียงร้องเพลงคลอ และ คำสั่งสอนที่พรั่งพรูออกจากปากของพี่ๆทุกคน ส่งไปสู่น้องทั้งหลาย โดยหวังว่าให้จดจำเป็นดั่งพร คำชี้แนะ บทเรียน อะไรก็ตามแต่ที่พี่อยากจะมอบให้น้องด้วยความหวังดีและความรัก "อย่าลืมความรู้สึกของน้องในตอนนี้นะ" ผมกล่าวระหว่างร้อยสายสิญจน์เส้นน้อยรอบข้อมือน้องข้างหนึ่ง ส่วนมือของน้องอีกข้างกำลังปาดคราบน้ำตาที่ยังคงไหลริน รุ่งอรุณเริ่มต้นของวันใหม่ แต่กลับเริ่มด้วยการจัดของเตรียมตัวปิดค่ายแทน ช่วงเช้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่แน่ใจว่าความครึกครื้นซาลงไปเพราะว่าถอนหายใจที่ค่ายกำลังจะสิ้นสุด หรือเพราะความรู้สึกเมื่อคืนยังคงตราตรึงอยู่ในใจ กิจกรรมที่แกะกล่องมาอย่างดี "หกก๊ก ภาคบีทาเก้นสะท้านยุทธภพ" ถึงจะเป็นกิจกรรมสุดท้าย แต่ความสนุกไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนอื่นๆเลย ปริมาณบีทาเก้นที่พี่ๆช่วยกันกินอย่างตะบี้ตะบันกว่า 200 ขวด แปลงสภาพกลายเป็นปราการพิทักษ์ลูกแก้ว ที่ดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับลูกปิงปองส้มๆกลมๆ ไว้เป็นเป้านิ่งให้น้องๆสอยด้วยธนูคู่กาย โรงเตี๊ยมอึ้งกิมกี่ ก็เปิดให้บริการสินค้าสะดวกซื้อ อย่างพวกหนังยาง ไม้เสียบลูกชิ้น กระดาษแข็ง เอาไว้เสริมพลังยุทธให้ป้อมของแต่ละก๊ก เป็นกิจกรรมที่วุ่นน่าดู เพราะปราการที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ไม่ใหญ่พอให้น้อง 60 คนมุงดูได้ทุกคน คนที่ชะเง้อไม่ถึงก็หันไปตีกลองแข่งกับพี่แทน แถมกินเวลาค่อนข้างนาน ฐานทัพทั้ง 6 ไม่ค่อยจะถูกโค่นล้มง่ายสักเท่าไร เลยต้องเปลี่ยนจากยิงเป็น ขว้างแทน และแล้วเวลาที่ไม่ใคร่จะรอคอยก็มาถึง ข้าวของที่กองอย่างระเกะระกะบนเวที หายวับไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้างที่มีแต่ไมโครโฟนวางอยู่บนแท่นยืน จำไม่ค่อยได้ว่าใครขึ้นมาพูดอะไรบ้าง รู้ตัวอีกทีก็มายืนเรียงกันเป็นทางเดินให้น้องเดินขึ้นห้องไปเก็บของแล้ว "เจ้านกน้อยล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม ความเหงาเอยเจ้าคอยเหยียบย่ำให้ทรมา" เพลงค่ายที่คุ้นหูสำหรับเรา แต่เป็นเพลงใหม่สำหรับน้อง ถูกขับร้องประกอบท่าเต้นเป็นเพลงสุดท้ายสำหรับค่ายนี้ ภาพหน้าโรงเรียนกลับมาซ้อนทับภาพเดิมอีกครั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายผ่านสายตาไปอย่างช้าๆ หวลให้คิดถึงภาพแรกทีได้เห็นนอกกระจกรถตู้สีเทา ต่างกันก็แค่เป็นการฉายย้อนกลับ และเพิ่มรายละเอียดด้วยภาพโบกมือลาของน้องที่ยังคงอยู่รอ บรรยากาศท้องทุ่งสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าสีคราม เหนือทิวเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาว พาให้ความคิดล่องลอยออกไปไกล ย้อนกลับไปที่โรงเรียนที่เพิ่งจากมา ความอาวรณ์ ... ความสนุก ความสุข ความตื่นเต้น ความน่ารักของทุกคน เรียงร้อยกันเป็นเรื่องราวทุกช่วงวินาทีของค่ายนั้น เสียงรถวิ่ง ... เสียงหัวเราะ เสียงกลอง เสียงปรบมือ คำมั่นสัญญา ดังกังวาลสอดคล้องบรรเลงเป็นบทเพลงต่อเนื่อง ที่ทุกเสียงทำหน้าที่เป็นตัวโน้ตตัวเล็กๆสอดรับกับโน้ตตัวอื่น เพื่อเพิ่มความไพเราะสุนทรีกับการแสดงดนตรีในเวทีที่เรียกว่า "ค่าย" จะว่าไป นี่ก็เป็นแค่ค่ายสามวันสองคืนค่ายหนึ่งจากสิบกว่าค่ายที่เคยผ่านมา น่าแปลกใจ ที่ไม่ว่าตารางค่ายจะคล้ายกัน จัดวันศุกร์เสาร์อาทิตย์เหมือนกัน อายุของน้องค่ายใกล้เคียงกัน พี่ค่ายที่เคยจัดค่ายด้วยกัน อีกหลายๆอย่างที่เป็นรูปแบบตายตัวไม่แตกต่างกันเลย แต่ความรู้สึกของการ "ทำค่าย" ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำไม ? อาจเป็นเพราะคนที่มาจัดค่ายด้วยกัน เป็นเพื่อนนักเรียนทุนที่เคยผ่านประสบการณ์ ฝ่าฟันชีวิตในต่างแดนกว่าหนึ่งปีร่วมกันมาก่อน อาจเป็นเพราะสถานที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้มาสำรวจสถานที่ด้วยตนเองก่อน จึงทำให้บรรยากาศรอบตัวดูใหม่ไปด้วย อาจเป็นเพราะน้องๆที่มีหน้าตา น้ำเสียง ความคิด อะไรหลายๆอย่างต่างกันไป ทำให้เรารับรู้ถึงเอกลักษณ์ของน้องค่ายที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาจเป็นเพราะ ... อาจเป็นเพราะว่าทุกๆค่ายมีความพิเศษในตัวของมันเองอยู่แล้ว ค่ายนี้ที่เราร่วมแรงร่วมใจทำกันตั้งแต่นับหนึ่ง เตรียมงานคืนแล้วคืนเล่า จนผลงานสำเร็จตามเป้าหมาย ก็คงจะเป็นค่ายที่เราได้ทั้งความประทับใจ อิ่มใจ และภูมิใจในความสามารถของเรา นักเรียนทุนกลุ่มเล็กในโลกใบกว้างใหญ่ ที่ท้ายที่สุดก็จะมารวมตัว รวมแรง รวมใจ กันเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ และสร้างผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เช่นเดียวกันกับค่ายค่ายนี้ ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นล่องแก่ง ความเปียกปอนจากน้ำที่กระเด็นจากคลื่นใหญ่และไม้พายของเรือที่แล่นเคียงข้าง ความอร่อยของอาหารทะเลมื้อใหญ่ในโต๊ะยาวเหยียด และความสวยงามของอาทิตย์หัสดง ทำให้ชาวค่ายทุกคนต้องยอมแพ้พ่ายต่อความง่วงที่สะสมมานานนับอาทิตย์ ปิดหนังตาเอนกายนอนอย่างสงบตากแอร์ที่ส่งลมเย็นโชยในรถตู้ที่วิ่งกลับสู่ที่พัก จำไม่ได้ว่าฝันเห็นน้องตัวเล็กๆนั่งหัวเราะ ได้ยินเสียงกลองดังให้จังหวะ ได้กลิ่นน้ำใบเตยหอมหวานหรือเปล่า แต่ภาพถ่ายนับพันในรูปของหน่วยความจำขนาดใหญ่ในกล้องดิจิตัล ป้ายชื่อที่ทำเป็นหน้าตาคล้ายตัวเองในผมสีฟ้า และเสื้อสีแดงแสบตาประทับด้วยตัวหนังสือสีขาว "TS๕๐" คงจะพอเป็นของต่างหน้าให้ดูไว้จดจำ รำลึกถึงประสบการณ์ กับความทรงจำดีๆที่ทุกคนมีร่วมกันได้อย่างดี ps. - this is the entry I just finish. It takes me a week to complete everything - -" I will continue my usual style of writing soon. - I'm back in the United States at University of Illinois at Urbana-Champaign, waiting for the next semester to begin. I don't have a cellphone yet so you might like to call my room phone. it's (217) 332-38-five-three. And the time zone is exactly +12 hours from Thailand (no no, no 1-AM phone ring.) |
ส่่วนนี้เอาไว้ทำอะไรหรอ ใครรู่ช่วยบอกที
Tassanan Chumcheunwrote:
ก็เอาไว้ให้น้าอ้อเข้ามาทักทายโดยไม่ต้องคอมเมนท์อะไรไง๊
Nov. 24
|
||||
|
|