sakulbuth's profile:: OSK 125 & TS50 :|: le...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 12 Guestจำได้ลางๆว่า มีคนทักใน MSN ด้วยข้อความประมาณว่า "เดี๋ยวเปิดเทอมจะไปหา" แล้วเราก็เปิดเทอม ... กระเป๋าเดินทางยังคงถูกส่งออกจากสุวรรณภูมิ ที่ตอนนี้รู้สึกว่าไปเดินเล่นสนามบินบ่อยจนเบื่อแล้ว กระเป๋าเดินทางยังคงไหลมาตามรางที่สนามบิน O'Hare ที่่ Chicago ที่เราต้องออกแรงยกขึ้นรางเพื่อเข้าเครื่องตรวจจนกล้ามขึ้น (ถ้าบ่อยกว่านี้ คงกล้ามขึ้นจริงๆ) กระเป๋าเดินทางยังคงขลุกขลักอยู่ใต้ท้องรถบัสสายเดิม ที่วิ่งท่ามกลางทุ่งข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา แต่ปีนี้ กระเป๋าเดินทางจะไม่ถูกอัด ผลัก ถีบเข้าใต้เตียงเตี้ยๆน่าอึดอัดในห้องอบๆอีกต่อไป เพราะกระเป๋าเดินทางกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ! ว่าแล้วก็ไปชมภาพสารคดีตามติดชีวิตกระเป๋ากัน 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องครัวจิ๋ว 1 ห้องน้ำส่วนตัว มีไมโครเวฟ, ตู้เย็น, โซฟา, เตียง, โต๊ะ, ตู้เสื้อผ้า, โคมไฟ, แอร์คอนดิชั่น, ฮีทเทอร์, โต๊ะกินข้าว, ระเบียงเล็กๆหน้าบ้าน, เก้าอี้ รวมอยู่ด้วย (ทีวีของเพื่อน) อยู่ตรงข้ามตึกเรียน Computer Science (ที่ไม่ค่อยได้ไปเรียนเท่าไร) สนนราคาอยู่ที่ $710 ต่อเดือน (ไม่รวมค่าไฟกับค่าเนต ส่วนค่าน้ำฟรี) เป็นโชคดีของเจ้ากระเป๋าเดินทางไป ที่ไม่ต้องก่ายหน้าผากสิ้นเดือนตอนจ่ายตังค์ค่าเช่า แต่เนื่องจากกระเป๋าสองใบนั้น ได้ถูกวางทิ้งไว้โดยที่เจ้าของไม่สนใจใยดีเหมือนเดิม เอาเป็นว่าแล้วก็จบสารคดีแต่เพียงเท่านี้ ... จำได้เลือนๆว่า มีคนส่ง Voicemail มาทางโทรศัพท์บอกว่า "อยู่สนามบินแล้ว สักเที่ยงคืนมารับด้วย" ... Level : Sophomore Exp (credits earned): 61/120 (next level - 90) Current Quests: MATH 403 (3 exp) - Euclidean Geometry Additional Tasks:MATH 424 (3 exp) - Real Analysis MATH 412 (3 exp)- Graph Theory CS373 (3 exp)- Theory of Computation JAPN 201 (5 exp)- Elementary Japanese CS357 Grader Description: เทอมนี้เรียนน้อยกว่าปีก่อน (จริงๆเรียน Pshyc 100 ด้วย แต่รู้ตัวที่หลังว่าซื้อหนังสือผิด เลย drop ไปลงปีหน้า...) แต่ดูยากขึ้นกว่าเดิมเยอะ Math424 นี่ก็เป็น Honor Course ที่ยากมหันต์ แล้วคนที่เรียนด้วยก็เก่งๆทั้งนั้น หวังว่าคงจะเกาะกลุ่ม A อยู่นะ ส่วน CS373 นี่ก็เรียน Concept เรื่องภาษา, State Machine, regular expression, Turing Machine เป็นเรื่องที่ไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ก็เข้าใจอยู่ (กลัวจะไปตายตอน Turing Machine เนี่ยหละ) Japn นี่ก็ภาษาญี่ปุ่นตัวแรก ที่เริ่มจากท่องตัวคะตะกะนะ กับ ฮิระกะนะ แล้วก็ Grammar พื้นฐาน อาจารย์กล่อมว่าถ้ามาเรียนทุกคาบและตั้งใจยังไงก็ได้ A นอกจากเรียนแล้ว เทอมนี้ยังรับงานเป็น Grader ของ CS357 ที่เราเรียนไปเทอมก่อน ก็เอาการบ้านมาตรวจ ให้คะแนน แล้วก็ส่งคืนกลับไป แถมงานนี้มีค่าจ้างชั่วโมงละ $9 ทำงานเฉลี่ยอาทิตย์ละ 6 ชั่วโมงก็ได้สัก $54 ก็สนุกดี (สนุกกว่าไปทำร้านอาหารละกัน) และยังได้ SSN(Social Security Number) อีกด้วย มันคืออะไรไม่รู้เหมือนกัน แต่มีไว้แล้วชีวิตสะดวกขึ้นนิดนึง อย่างตอนไปซื้อโทรศัพท์มือถือถ้ามี SSN แล้วก็ไม่ต้องมัดจำตั้ง 500 เหรียญแน่ะ (ถ้าเราคิดจะซื้ออีกเครื่องนะ ...) อย่างที่กล่าวข้างต้นๆว่า เช่าอพารท์เมนท์อยู่ ชีวิตเอกเขนกขึ้นมาก ได้ห้องนอนเดี่ยวที่กว้างพอๆกับห้องที่นอนสองคนตอนอยู่หอ มีห้องนั่งเล่นกับโซฟานุ่มๆ มีครัวส่วนตัว (ที่ส่วนใหญ่รูมเมทจะทำอาหารแล้วเราก็รอล้างจานไป) มีทีวีของรูมเมทที่เอาไว้เล่น PS2 ของรูมเมท กับต่อคอมดูการ์ตูน (ของรูมเมทหมด ... ไม่รู้ว่าเรามีอะไรบ้าง) อีกอย่าง ในอพารท์เมนท์เดียวกันก็มีเพื่อนกับรุ่นพี่อยู่ด้วย ติดต่อกันสะดวกดี อย่างตอนจะถามการบ้าน ตอนไปแย่งซูชิเพื่อนกิน ตอนไปยืมห้องเพื่อนมานั่งกินสุกี้ (ใช้หม้อสุกี้ที่อุตส่าห์แบกมาจากไทย) เรียกว่าอยู่กันเป็น Thai Complex เลย (แถมปีหน้าจะมีรุ่นพี่มาอยู่เพิ่มอีก 2 คนแน่ะ) อ้อ ถ้าสังเกตว่าเราออนเอ็มไม่ค่อยบ่อยก็ไม่ต้องสงสัยว่าเราไปจมกองหนังสืออยู่หรือเปล่า จริงๆคือยังไม่ได้ติดตั้ง Internet เลยไม่มีเนตใช้ในห้อง (ก๊าก) นานๆทีจะโขมยสัญญาณเนตห้องข้างๆ (ข้างไหนก็ไม่รู้) มาใช้ ไม่ก็เดินข้ามถนนไปตึก Siebel Center ตึกเรียน Computer Science แล้วก็ไปนั่งแหมะใช้เนตของมหาลัย อ้อ อันนี้เป็น excel ที่เราเอาไว้จดว่า ต้องเรียนอะไรบ้างใน 4ปีนี้ ก็มี Math ที่ดูเยอะแยะมากมาย CS สนุก 6 ตัว (อาจจะมีเพิ่ม) กับ General Education ที่เป็นวิชาที่ไม่อยากเรียนเอาซะเลย (แต่ก็ต้องเรียนให้ครบ) ในตารางข้างล่างก็จดไว้ว่า จะเรียนอะไรเทอมไหน แน่นอนว่าเปลี่ยนไปมาเรื่อยๆ เพราะบางวิชาตารางสอนชนกันเลยต้องเปลี่ยน ไม่ก็เพื่อนชวนไปเรียนตัวอื่น (rare case) และจากจำนวนเครดิตที่มีอยู่ สามารถจบได้ภายในสามปี แต่รู้สึกว่า 3 ปีมันเรียนเลขที่อยากเรียนได้ไม่หมด เลยคิดว่าจบ 4 ปีไปแล้วกัน ไม่เสียหาย แถมได้เรียนปี 4 แบบสบายๆด้วย ... จำได้นิดๆ ว่าคนที่อยู่บนรถตู้คันนั้นหน้าตาคลับคล้ายคลับคลา "มาตัวเปล่าไม่ได้หรือไงเนี่ย ทำไมต้องหอบพายุเข้ามาด้วย" เราถามพร้อมกับยื่นเสื้อกันฝนที่ยืมจากรุ่นพี่อีกคนหนึ่งให้เขา "นั่นสิ ธรรมชาติแถวนี้ดูตื่นตาตื่นใจดีนะ" เขาก็คงคิดอยู่ ว่าทำไมบรรยากาศข้างนอกรถตู้ที่นั่งมาถึงมืดสนิท และทำไมที่ถนนที่ Illinois ถึงมีน้ำไหลกรากอย่างกับคลอง "ที่นี่ดีจังนะ" เขาพูดหลังจากเข้าไปแวะบ้านรุ่นพี่เพื่อคืนเสื้อกันฝน และชวนกันเล่นไพ่ อีกทั้งยังบ่นๆว่าไม่ได้เล่นไพ่มาได้ 2 ปีแล้ว อ้อ ลืมบอกไป พี่ที่มาเยี่ยมชื่อพี่เจด ศึกษาวิชาเคมี ในระดับปริญญาตรี ที่ University of Pennsylvania รู้จักกับเขาครั้งแรกตอนเขาไป Brewster Academy โรงเรียนที่นักเรียนทุนที่ USA เกือบทุกคนต้องไปเข้าค่ายกักกัน เอ้ย ค่ายฤดูร้อน เป็นเวลา 3เดือน ก่อนที่จะถูกปล่อยไปเผชิญโลกแห่งความจริง(อันโหดร้าย)ที่ prep school ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นเค้าแค่ไปเที่ยวเฉยๆ แล้วที่ค่ายเค้าพาไปห้าง เราก็เลยเดินเตาะแตะๆแล้วไปจับพลัดจับผลูเดินกับพี่เจดซะงั้น พี่เค้าทักเราก็เพราะตอนนั้นเราใส่ wristband ของสวนกุหลาบ และพี่เค้าจบมาจากอัสสัมชัญพอดี ก็เลยท้าตีด้วยวาจา คุยเรื่องโรงเรียนไปมาซะงั้น (ภายหลังพี่เค้าบอกเราว่า ตอนนั้นเราไปเป็นตัวกขค. ... เพราะตอนเดินมีแค่เรา พี่เจด กับพี่ ... อีกคนหนึ่ง) หลังจาก Brewster ก็ได้เจอเค้าอีกที่มหาลัย UPenn ช่วง Thanksgiving Break เพราะเป็นวันหยุดยาวครั้งแรกที่จะได้เจอเพื่อนๆ ฟื้นฟู HP หลังจากถูกการบ้านและ Culture Shock ที่ prep school มากว่า 3 เดือน ทุกคนเลยใช้ช่วงเวลานี้จับกลุ่มนัดกันไปเยี่ยมเยียน (ออกแนวบุกรุกมากกว่า) มหาลัยต่างๆ จะได้ไปดูสภาพบรรยากาศของมหาลัยในฝัน นอกฝัน ในความจริง ที่จะยื่นใบสมัครเปื้อนรอยน้ำตาให้คณะกรรมการเห็นใจ รับไปอุปถัมภ์ในมหาลัยเหล่านั้น (ว่าเข้าไปนั่น ที่เราไป UPenn จริงๆแล้วเพราะมันใกล้ prep school เราต่างหาก จะให้สู้ค่าเครื่องบินแพงหูฉี่บินไปไหนไกลๆก็คงไม่เอา) นั่นหละ เป็นเหตุผลกับโชคชะตาฟ้าลิควิด เอ้ย ลิขิต ให้เราไปเจอ(ก่อกวน)พี่เจดอีกครั้ง หลังจากนั้น ก็ไปหา(วุ่นวาย)อีกครั้งตอน Long Weekend เพราะโดนไล่ออกจากหอ และไม่อยากร่อนเร่ไปไหนบนเครื่องบิน เลยเกาะรถบัส made in China ราคา $12 ไป UPenn อีกแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นซ่ากินอาหารทะเล คืนนั้นเลยฉลองวันเกิดในสภาพตาบวมหน้าแดง (หรือตาแดงหน้าบวมก็จำไม่ค่อยได้) ตอน Spring Break ก็ไปแวะ(เกาะ)อีกครั้ง เพราะรถไฟที่จะกลับเพรพโดยตรงไม่มี เลยนั่งไปลง UPenn แล้วนอน(แย่งอาหาศหายใจ)คืนนึงก่อนกลับ เค้าคงรู้สึกว่า เราไปหาเค้าบ่อยมากมาย เค้าเลยอยากมาหาเราบ้างหละมั้ง ... แต่เค้าอาจจะผิดหวังเล็กน้อย ที่เราให้เค้านอนโซฟา เพราะตอนเราไปเค้าจัดที่นอนให้อย่างดี ... (เพิ่งมาอยู่เหมือนกันค้าบบ ไม่ได้ซื้ออะไรเข้าบ้านมากมายเลย) เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มดินอุดมสมบูรณ์ อาชีพหลักของผู้คนในละแวกนี้คือปลูกพืช และพืชที่นิยมปลูกมากที่สุดคือข้าวโพด และเนื่องจากมหาลัยถูกล้อมรอบด้วยทุ่งข้าวโพดสีทองอร่ามละลานตาสุดขอบนภาฟ้าสีคราม ฉะนั้น ... จึงไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยว (เกริ่นซะยาว) พี่เค้าก็เลยได้แต่เดินเล่นรอบมหาลัย ไปดูภาควิชาเคมีที่เค้าจะเรียนต่อในระดับปริญญาโท ดูตึกเรียน สนามหญ้า โรงยิม ร้านหนังสือ กระรอก กระต่าย ใบ สน ต้นเฟิร์น ไปของเขา เพราะเราเลิกเรียนตอนบ่ายสอง เลยปล่อยเค้าเร่ร่อนจนท้องกิ่ว ไปกินอาหารเกาหลี เที่ยวงานเทศกาลข้าวโพดหวานของท้องถิ่น (Sweetcorn Festival) ชวน(บังคับ)ไปเล่นไพ่ คุยคุยคุย กินกินกิน นอนนอนนอน ยึดโซฟาได้ 3 คืนก็กลับซะแล้ว เพราะออกเช้าไปเลยไม่ได้ตื่นมาส่ง (ตั้งนาฬิกาปลุกละ แต่ไม่ตื่น) เลยงัวเงียๆบอกลาพี่เจดตอนเค้าเข้ามาในห้อง เฮ้อ ... จำได้ว่าคุยกับพี่เจดใน msn บ่อย ด้วยคำทักทายว่า "บุ๋ง" แต่เพิ่งนึกออกว่าพี่เค้าคุยเก่งมากขนาดนี้ เพิ่งรู้ว่ามีรุ่นพี่หนีมาเที่ยว ทั้งๆที่ยังมีงานค้างคาอยู่ในมหาลัยด้วย เพิ่งได้คุยว่าเวลากินข้าวเค้าชอบตักข้าวน้อยๆเนื้อพูนๆ เค้าบ่นว่าที่นี่อากาศดีกว่ามหาลัยของเค้า รู้ว่าคนอื่นให้ฉายาเค้าว่า _ม_น_ เราก็เรียกๆตามเค้า แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เค้าเป็นคนแนะนำให้เราดูอนิเมะเรื่อง Clannad ที่ตอนนี้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดไปแล้ว Spring ก่อนที่เราไปหาเค้า รู้สึกจะสื่อสารกันผิด เลยต้องให้พี่มารอที่สถานีรถไฟก่อนเวลาตั้ง 3 ชั่วโมง Thanksgiving นั้น เราก็ทำพะแนงไก่หกใส่ผ้าห่มเค้า ... ถ้านับเวลาที่ไปพบ ได้พูดคุยแบบเห็นหน้าเห็นตา ก็ยังรวมๆกันไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำไป แต่ก็ได้รู้จักกันมากกว่าเพื่อนมัธยมที่หนีไปนั่งซุกอยู่มุมห้อง คุยบ่อยกว่าเพื่อนใน prep school ที่นั่งเรียนด้วยกันมาเกือบปีเสียอีก ขอบคุณพี่เจด ที่มาส่งสัญญาณ ให้เรารู้ว่ารุ่นพี่ที่เราเคยคุยและกวนประสาทบ่อยๆยังไม่ได้หายไปไหน ขอบคุณที่มาสะกิดภาพวันเก่าๆที่พี่เจดและพี่ชิน ให้ที่พักอาศัย ทำให้เราและเพื่อนๆที่แยกย้ายกันไปแต่ละโรงเรียน กลับมาเจออีกครั้ง ขอบคุณสำหรับอนิเมะดีๆหนึ่งเรื่อง ... "บนทางเดินที่เราเคยหกล้ม ทำให้ใครบางคนนั้นหล่นหาย" ... การที่เราขึ้นเรียนปีสอง แสดงว่า มีเพื่อนที่ prep school ที่เราไม่ได้ติดต่อมาหนึ่งปีเต็ม มีเพื่อนนักเรียนทุนหลายคนที่เราไม่ได้เจอหลังจากการรวมตัวที่ Stony point เป็นเวลาปีกว่า มีเพื่อนระดับชั้นมัธยมปลายที่ไม่ได้เห็นหน้ามาอย่างน้อยสองปีแล้ว ถึงจะเห็นชื่อผ่าน MSN เห็นผ่านๆในหนังสือรุ่น หรือนึกขึ้นได้ในตอนนั่งทำอะไรเพลินๆ แต่การที่ไม่ได้พบปะพูดคุยกัน ก็เหมือนกับว่าตัวตนของคนคนนั้น "หล่นหาย" ไปจากชีวิตเราทีละเล็กละน้อย ในชีวิตเราตอนนี้ เราทำใครหล่นหายไปบ้างหรือยังนะ ... June 16 Euphoric Ending" A year has passed by since she decided to leave and live with her mother and had to transfer to other school. Lonely, he is reminiscing about his unforgettable past with her, the time they had stayed together and tried hard to overcome their hardship. Although they finally understand their feelings toward each other, bitterness of reality separates them. Yes, it's her decision to become stronger. It's her who wants to settle things with her parents to be accepted by everyone instead of escaping to pursue her own happiness with him. Yet, the feeling of nostalgia comes when thinking back. He has to endure it, because she believes in him ... Windows of their classroom he is looking at stay unchanged, except that someone is standing at the corner of the room. He suddenly runs upstairs, excited by the scent of familiarity. A door is opened. The room is empty. A curtain is flowing down. A tall locker is exposed behind. He opens it. 'What? I was planning to surprise you,' she stands there with disappointment showing on her unchanged face in a new black uniform. 'It seems like you grow,' asks he. 'Not even millimeter,' she angrily replies. His word pierces through her weakness. 'Listen ...' 'I love you,' the missing dearest word she desires most is said. " - Toradora! (the last scene of the final episode) ... และแล้วก็สุข เมื่อทุกอย่างที่สร้างไว้ มาบรรลุถึงเป้าหมายท้ายสุดในตอนจบ ในภาพความประทับใจ ภายใต้แสงแดดแห่งฤดูใบไม้ผลิ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของผู้คนเหล่านั้น คิดย้อนไปยังอนิเมเรื่องแรกๆที่ได้ดู Kanon 2006 เรื่องราวของเด็กชายที่กลับมายังเมืองที่เค้าเคยอยู่อาศัยเมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อต่อเติมความทรงจำที่ขาดหาย เติมเต็มคำสัญญาที่เค้าให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น และรอคอยปาฏิหารย์ที่จะเปิดเผยความจริงที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยละอองหิมะสีขาว ที่ยอดเขานั้น ความทรงจำ คำสัญญา ปาฏิหารย์ กับความจริง ... ที่โลกแห่งความจริงไม่มี โลกความฝันสวยงามเสมอ ถึงโลกของตัวละครในแต่ละเรื่องจะเป็นโลกใบเล็กๆ แต่ก็เป็นโลกที่ปราศจากขอบเขตของจินตนาการและความหวัง โลกใบเล็กที่ไม่มีสังคมภายนอกมารบกวน พวกเขาจึงสามารถแสดงความต้องการและตัวตนของตัวเองออกมาได้อย่างที่เขาอยากให้คนอื่นรับรู้ โลกของพวกเขาเหล่านั้น ช่างดูอบอุ่น สว่างไสว นุ่มนวล บริสุทธิ์ ความมุ่งมั่นที่จะไล่ล่าคว้าความฝันที่วาดไว้ในวัยเยาว์ ความแน่วแน่ที่จะตามหาสิ่งที่ขาดหายไป และเติมเต็มในอีกเสี้ยวหนึ่งของคนอื่น ความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ว่าสักวันทุกความหวังและความฝัน จะกลายเป็นจริงถ้าเรายังไม่ยอมแพ้ มีคนบอกว่า โลกใบนั้นเป็นสมุดภาพนิทานที่เป็นเศษเสี้ยงหนึ่งของโลกแห่งความจริง กระดาษขาวที่ถูกแต่งเติมสีสัน เติมต่อเรื่องราว จัดวางเหตุการณ์ และเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน แต่ ... ถ้าโลกใบนั้นมีพื้นฐานมาจากโลกของเรา ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงดูแตกต่างกันมาก ความมุ่งมั่น ความแน่วแน่ ความเชื่อมั่น ความรู้สึกอันแรงกล้าต่างๆที่ใครใครหยิบยกขึ้นมา ราวกับเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน หลายสิ่ง หลายอย่าง ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสายตา ที่ถูกรับฟังผ่านทางโสตประสาท ที่ผ่านทางความคิดและแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึก ความรู้สึกเหล่านั้น ทำไมลึกลงไปข้างในเราถึงรู้สึกไม่คุ้นเคย ทำไมหมือนเป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยพบเจอ ... ,หรือว่าเรายังโตไม่พอ ,หรือว่าที่เราเคยรับรู้มาไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ,หรือว่าสิ่งที่พวกเค้าถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่มีเพียงพวกเขาเหล่านั้นที่เข้าใจ ,หรือว่าตัวเราเอง ปฏิเสธที่จะรับรู้ การที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนั้น ถูกจัดเรียงอย่างลงตัว อาจเป็นเพราะเรื่องราวต่างๆถูกกำหนดเอาไว้แล้วเรียบร้อย เพราะโลกใบนั้นเป็นโลกใบเล็ก จึงไม่มีอะไรจากภายนอกมาขัดขวางให้พวกเค้ากล้าที่จะเติบโตและก้าวไปข้างหน้า และเพราะเวลาในโลกใบนั้นไม่ยาวนานมากนัก เราจึงเห็นแต่ภาพช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อชีวิตของตัวละครเหล่านั้น ถ้าอย่างนั้น ... แปลว่าการที่โลกของเราไม่มีความสดใสเทียบเท่ากับอีกโลกหนึ่ง เป็นเพราะว่าโลกใบนี้ มี "ส่วนเกิน" ที่ไม่จำเป็นเยอะเกินไปหรือเปล่า ? February 15 <> คราวนี้มาสั้นๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาจะเขียน แต่เอาเวลาเขียนไปทำอะไรที่ทำให้มีอะไรจะเขียน (กับนอน) ปิดเทอม Winter Break ไปเที่ยว Florida กับเพื่อนๆมา Disney World กับ Universal สนุกมาก สวยมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะไม่มีกล้อง ดูภาพที่เพื่อนๆเค้าถ่ายไว้ไปพลางๆก่อนหละ (ลิงค์อยู่ด้านล่าง) ภาคเรียนที่ 2 เริ่มมาเกือบเดือนได้แล้ว วิชาที่เรียนมีแต่สนุกๆ เรียกได้ว่าเทอมนี้เรียนตามใจฉัน แน่ใจว่าถ้าคนอื่นมามองคงหาว่าบ้า ESL 115 - Academic Writing CS 225 - Data Structure (C++ language) CS 357 (Math 357) - Numerical Method (Computing using mathematical approach) Math 241 - Calculus III Math 402 - Non-Euclidean Geometry (e.g. Spherical Geometry) Math 413 - Combinatorics Math 453 - Elementary Theory of Number 7 วิชา 23 เครดิต (Maximum เค้าให้แค่ 18 เครดิต ประมาณ 6 วิชาแต่ไปขอเพิ่มได้) เรียนเยอะ การบ้านแยะ แต่สนุก ท้าทาย รู้สึกว่าได้ใช้สมองทุกวัน ทั้งวัน สนุก เริ่มสำนึกบุญคุณค่าย สสวท.เลข ที่สอนมาให้แล้วมากมาย เลยเรียนน้อยลงไปเยอะ แต่น่าเสียดายที่คงจะเรียนอย่างนี้ได้แค่เทอมเดียว เพราะเทอมหน้าๆต้องเรียนพวก General Education อย่าง Psychology, Philosophy ให้ครบ ไม่งั้นไม่จบ แผนการเรียนตอนนี้ คิดว่าจบใน 3 ปีได้ แต่คงต้องคิดดูดีๆเพราะจบ 3 ปีอาจจะเร็วไปพื้นไม่แน่น จบ 4 ปี ก็มีปัญหาอีก ไม่รู้จะเรียนอะไร ตอนนี้ตารางเรียนที่วางไว้ก็เรียนเลขซะเกือบหมดภาควิชาละ ชีวิตสุขสบายดี แพ้กุ้งอย่างไม่ทราบสาเหตุตอนไป University of Chicago แต่ไม่เป็นไรมากนอนแล้วหาย ขอบคุณพี่ๆที่ UChi มาก สำหรับที่ซุกหัวนอน Mario Kart ความใจดี และ ของหวานวันเกิด (เค้ก+ไอติม+ผลไม้) ความคิดลอยฟุ้งเฟ้อเต็มหัว แต่ไม่ได้หยิบมาทำให้ฟูฟ่อนเป็นเรื่องฟูมฟาย จะพยายามเขียนให้เยอะกว่านี้ครับ - First - Link: [Credit: Gor, Tanachat Nilanon] Downtown Disney Epcot, Disney Magic Kingdom, Disney Universal Studios 1 Universal Studios 2 January 21 tHERE...โรย
ภาพตึกเรียนที่ดูคล้ายปราสาทอันเก่าแก่แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่และสง่างามตึกนั้น กลับดูเด่นชัดสะดุดตายิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มกอสีเขียวที่เคยปกปิดทัศนียภาพนั้นไว้ ผละกิ่งโรยตัวลงจากต้นใหญ่ทีละใบ ทีละใบ ไปสู่พื้นดินบนเส้นทางเดินของผู้คนแห่งนี้
ใบสีเหลืองที่ลอยเคว้งคว้างไปตามสายลมแรงแต่ละใบ แตะไหล่สะกิดผู้คนที่กำลังเร่งรีบให้หยุดพักหายใจ และกระซิบบอกเบาๆด้วยเสียงแห่งความเป็นห่วงเป็นใยว่า "ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้วนะ" เจ้ากระรอกน้อยที่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนใครเพื่อน ออกมารับแสงแดดเหนือสนามหญ้าใจกลางมหาวิทยาลัย เหยียบย่ำผ่านใบไม้สีเหลืองปนแดงเหล่านั้นกันบ่อยกว่าที่เคยเป็น คงเป็นเพราะเสียงเล็กๆจากใบไม้ส่งผ่านมาทางสายลม แจ้งเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเก็บสะสมอาหารไว้ก่อนที่เหล่าพรรณไม้จะได้เริ่มหยุดทำงาน พร้อมใจกันสละใบไม้ที่เคยอยู่ร่วมกันมากว่าปีออกจากกิ่งสีน้ำตาลแห้งกรัง เพื่อรอเวลาแห่งการแตกกิ่งก้านใบใหม่ในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยภายในหน่วยความจำเล็กๆ ที่ได้เริ่มรวบรวมและบันทึกข้อมูลของสถานที่ในต่างแดนแห่งนี้มาต่อเนื่องเป็นเวลาสามเดือน... กลาย ความแปรปรวนของอากาศ บรรยากาศของผู้คนแปลกหน้า หน้าตาสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ต้นไม้ใบไม้ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวากว่าที่อื่นๆ ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับการได้มาเยือนสถานที่แห่งใหม่ ภายในบันทึกเรื่องราวที่เพิ่งจะถ่ายทอดความรู้สึกลงไปไม่นานมานี้ สิ่งของเครื่องใช้ที่นำติดตัวมาในกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ ตอนนี้ถูกวางอย่างระเกะระกะปะปนกับสิ่งของแปลกหน้าที่เจ้าของนำมาวางทิ้งไว้ได้ไม่นาน หนังสือเล่มโปรดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหม่ ดูเหมือนเจ้าของที่กำลังง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะไม่ค่อยสนใจหยิบมันมาอ่านสักเท่าไร เลยพากันหลบหน้าหลบตา โผล่ให้เห็นแต่สันเรียบๆออกมาข้างนอก เสื้อกันหนาวสีเขียวเข้มตัวเก่งที่ต้องคว้ามาใส่ทุกครั้งเวลาออกไปเผชิญอากาศหนาว แขวนตัวลอยอย่างสงบในตู้เสื้อผ้าใบเล็ก เพื่อรอวันที่อากาศจะเป็นใจให้มันได้ออกมาสูดอากาศหนาวและสัมผัสกับความละเมียดละไมของปุยหิมะอีกครั้ง กระเป๋าเป้สีส้มสดใส เริ่มอิดโรยหลังจากต้องบรรจุหนังสือเรียนเล่มใหญ่ สมุดจดเล่มหนา เลคเชอร์อีกเป็นกองๆ แต่กลับถูกทอดทิ้งหลังจากกลับมาถึงห้องนอน กองอยู่บนพื้นอย่างแน่นิ่ง อีกไม่นาน ... ผ้าห่มสีเขียวผืนใหม่นั้นคงจะดูหม่นหมอง อีกไม่นาน ... ตะกร้าใส่ผ้าที่วางอยู่กลางห้อง คงจะกลายดูเหมือนของตกแต่งห้องชิ้นหนึ่ง อีกไม่นาน ... ภาพสนามหญ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งภายนอกหน้าต่าง จะกลายเป็นแค่ "ภาพคุ้นตา" .... ย้อน เหตุผลแรกที่ผ่านเข้ามาในความคิดว่าทำไมถึงเลือกรับทุน ก็เพราะ .. อยากไปอยู่ในโลกใบใหม่ เคยหวัง, ว่าถ้าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง สักวันเราอาจจะได้ไปอยู่ในโลกที่ดีกว่านี้ เคยฝัน, ว่าการได้พบสิ่งใหม่ๆ คงจะรู้สึกเหมือนกับการได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ดั่งตัวละครในนิยาย เคยคิด, ว่าการที่ได้ชื่อว่า "สิ่งใหม่" คงจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรนัก และสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ก็เป็นอย่างที่หวัง ไม่ต่างจากภาพที่คิด และไม่ผิดจากสิ่งที่ฝัน "สิ่งใหม่" ยังคงทำให้เราตื่นตา ประทับใจ และ ไขว่คว้า ได้เสมอ แต่ โลกความจริง นิยามคำว่า "สิ่งใหม่" ให้แปรผันตามกาลเวลา 1 ปี .. 1 วัน .. 1 นาที .. ความอยากรู้อยากเห็น ความแปลกใหม่ ความสดใส ถูกกลืนหายไปใน "ความเคยชิน" ที่เข้ามาแทรกซึมในทุกสิ่งทุกอย่าง ความประทับใจต่างๆที่ยังคงสดใสในภาพความทรงจำ กลายเป็นเพียงจินตภาพ เมื่อภาพความจริงของสิ่งรอบตัวเรา สิ้นแสงสะท้อนความประทับใจที่เคยมี เห็นเพียงแต่รอยสนิมเกรอะ ที่ไม่สามารถขัดถูให้งดงามเหมือนดังวันแรกที่ได้สัมผัส ความเคยชิน ปิดซ่อนอะไรๆในชีวิตตั้งไม่รู้เท่าไร ตอนนี้ ทำได้แค่เพียงรวบรวมกำลังออกตามหา "สิ่งใหม่" อีกครั้งหนึ่ง แต่ อีกไม่นาน สิ่งใหม่ที่ปรารถนา คงจะต้องพบชะตากรรมภายใต้วังวนของเวลา กลัว .. กลัวว่า สิ่งใหม่ที่กำลังไขว่คว้าไว้ จะเลือนหายไปอีก กลัวโลกใบใหม่จะคงเหลือไว้แต่ "สิ่งเดิมๆ" โลกใบนั้นจะมีสีอะไร ... หิมะตกอีกแล้ว September 02 Study Story StartDear my space, Long time no see. Sorry that I couldn't meet you since I arrived in the United States. Yeah, it was very busy. You know what, I had stayed at Los Angeles airport for 15 hours ! My flight was canceled and it's the last one of the day. Luckily, I could make it and took a flight directly to Chicago instead of NYC. *sigh* My Fall semester begun on Aug 25. So why had I been here since Aug 15 ? Good question. And thanks for your attention. As an international student, we, I mean my friends as well, have to take TB test, give a photocopy of passport to university, and stuff. Moreover, we need personal household like blanket, pillow, mat, and so forth. So the first week was busy but full of excitement. Where am I living ? Of course, dormitory. I share a double room with Thai roommate, Tee. At least, we can communicate to each other well. The dorm is so far away from the academic building that we, I mean everyone, have to take a bus. I hope that I can afford a bike which makes my traveling easier. But first of all, let me receive allowance from Office of Educational Affairs ... I believe you want to see my classes, right ? I'm not sure where you are created but the education system should be similar. Here they are: ESL114 - Academic writing oh, please store these information for me. I don't want to forget a class and get 'F' at the end of semester. Keep in mind...Econ103 - Macroeconomic Computer Science 125 - Introduction to computer science Math 347 - Fundamental Mathematics Math 415 - Linear Algebra LAS 101 - College Experience I can't inform you how I like these classes now. I have studied for only a week. In fact, I have an opportunity to drop or add class now. Well, if I do add it, my credit will exceed its limit 18 hours. Yes, my friend (my roommate, to specify) does that but I want to have a chilling time for the first year. That's why I arrange all classes after 11 am. I can get up late everyday, Happy Morning ! Ah, I forget one important thing, picture. Sorry again. I don't have camera yet so I can't share you my photo. Don't be sad ... I will do it soon. Hang in there.I promise that you will like my pics, I mean my university. You will see how wonderful math department is ! It's a castle, literally. Other pat of colleges are great too. Give me a time to explore around the campus please. It's too big to see every single place in a week. Even though I'm writing this in English, I'm astonished at how large Thai people group is. I realize that I've talked in English only a few time. Most of time is spent with Thai people. It's happy though but I still need to improve my poor speaking skill. That's a reason why I'm here, right ? We, I mean Thai people, are gonna held "Thai Night," an event we represent our traditional, belief and our proudly cuisine to foreigners. It will be a very big event, as well as a very hard work to do. We, I mean you and me, will see the results soon. How are you so far ? I think it's kind of boring to stay in a limit space, bounded with a straight line and translated into a trillion of bitstring of two digit number all the time. I'm sorry. I can't take you out, although you've helped me express and safely store my thoughts since I first met you here. In exchange, I will commemorate my precious memory with you. Sounds interesting ? I will bring you along with me and keep you up-to-date. Even if I can't promise that I will always talk to you because of workload, I'm going to at least try my best. So, my space, please stay calm. Do your job and I will do mine. See me soon, - First @ University of Illinois at Urbana-Champaign - August 19 Group, Camp and Happinessเสียงดับเครื่องยนต์ของรถตู้สีเทาเข้มหลังจากผ่านการเดินทางอย่างไม่หยุดหย่อนกว่า 3 ชั่วโมง บอกเป็นนัยให้เราซึ่งหลับมาตลอดทางเพราะพ่ายแพ้ให้เจ้าความเพลียที่เก็บสะสมมาหลายวันหลายคืน ว่าที่หมายที่เราถึงแม้จะรู้จักเพียงแค่ชื่อและทำเลที่ตั้ง แต่พวกเราก็ทำงานต่อเนื่องมากว่า 2 เดือนเพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายที่ทุกคนวางไว้โดยมีสถานที่นี้เป็นสนามทดสอบผลลัพธ์ที่เราหวังไว้นั้น ได้ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์รำไรของเวลาสาย ภายนอกกระจกรถแล้ว เปิดประตูก้าวเท้าลงจากรถในสภาพงัวเงียได้ไม่เท่าไร เสียงคุยของเพื่อนๆในเสื้อสีแดงสดและอาจารย์อีกกว่า 30 ชีวิต สภาพอากาศร้อน แสงแดดที่แยงตา และภาพข้างหน้าที่ไม่คุ้นเคย ประสานงานกันปลุกให้เราตื่นตัวเพื่อจะได้เตรียมตัวเข้าพิธีเปิดที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่ถึงชั่วโมง ลังกระดาษใส่ของใบน้อยใหญ่ กระเป๋าเสื้อผ้าหลากสไตล์ และอุปกรณ์ไฟฟ้านับไม่ถ้วน ถูกขนย้ายจากรถตู้ที่กลายเป็นรถบรรทุกไปโดยปริยาย เพราะบรรจุของไว้จนเหลือที่นั่งเพียงสองที่ ไปเก็บไว้ในห้องเรียนนักเรียนอนุบาล ซึ่งโต๊ะเก้าอี้ต่างๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกไปกลายเป็นห้องโล่งกว้างไว้สำหรับเป็นห้องนอนแทน ม่านกำมะหยี่สีแดงผืนใหญ่แขวนไว้อย่างหรูหราหน้าเวที ประชันความสดใสกับเก้าอี้สีแดงนับร้อยตัว ใต้ห้องโถงอาคารเรียนหลัก โฟมปุยขาวเรียงตัวอย่างเรียบร้อยเหนือผ้าม่านผืนนั้น หมึกสีฟ้าที่อยู่บนก้อนโฟมพอจะผสมให้อ่านเป็นคำได้ว่า "ค่ายปลุกพลังความคิด เปิดสวิตช์ความสร้างสรรค์" "จัดโดย นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ปี 2550" "ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า" "1-3 สิงหาคม พ.ศ.2551" หลังจากไมโครโฟน คอมพิวเตอร์ หลอดไฟและลำโพง ที่เชื่อมต่อกับสายไฟระโยงระยาง เข้าที่เข้าทางตามที่ฝ่ายโสตมือฉมังจัดเรียงไว้ สมุด ขนม ตัวต่อเลโก้ กล่องยา ผ้าปูที่นอน และของจิปาถะมากมายยืนโชว์ตัวอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะไม้หน้าเวที รอให้วลาที่จะมีคนมาหยิบยื่นบริจาคให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เบื้องหน้าเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ถึง 6 นั่งจ้องเวทีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น จะเป็นเพราะผู้คนที่ดูแปลกตาเดินพลุกพล่าน ผ้ากำมะหยี่สีแดงโดดเด่นผืนใหม่ที่ไม่เคยเห็นมันถูกแขวนมาก่อนนั้น หรือเสื้อสีน้ำตาลเข้มพร้อมชุดเครื่องเขียนที่ได้วางอยู่ข้างตัวก็มิอาจทราบได้ แต่ที่รู้แน่นอนก็คือพวกเราทุกคนก็ฉายแววตากลมโตไปยังเบื้อหน้าเวทีเดียวกันนั้นด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน แปะๆๆๆๆ ตึ่ง โป๊ะ ตี่งๆ ปะละโล๊ะโป๊ะ ตึ่ง เสียงรัวกลองจังหวะครึกครื้นสนุกสนานดังขึ้นเพื่อเริ่มกิจกรรมสันทนาการ ถัดจากเสียงตบมือในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการที่ได้เสร็จสิ้นลง เพลงต่อเพลงถูกหยิบยกมาร้องอย่างไม่ขาดสาย จากพี่ๆผู้ชำนาญงานบันเทิงเลือกจัดคัดสรรมาล่วงหน้าอย่างดี ไม่ว่าจะท่าเต้นประกอบ ประหลาด หรือประทับใจ สร้างเสียงหัวเราะจากน้องที่ตบมือเป็นจังหวะตาม จากพี่กลุ่มที่อดขำไม่ได้แม้ว่าจะเคยเห็นมาแล้วก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่ครูอาจารย์และผู้ปกครองที่เฝ้าดูอยู่บริเวณรอบๆ หลังจากร้อง เล่น เต้น และหัวเราะจนเหนื่อย ทั้งพี่ทั้งน้องก็ยกพลเดินขบวนไปรับของว่างในโรงอาหาร ดูท่าจะไม่ผิดหวังนักเพราะได้ขนมปังก้อนโตกับโอวัลตินไปกินเพื่อเติมพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่อไป ผ้าฝ้ายขาวขุ่นผืนใหญ่ วางเรียงรายบนพื้นห้องโถงแทนที่เก้าอี้สีแดง เป็นสัญญาณบอกเริ่มกิจกรรมค่ายกิจกรรมแรก ที่มีชื่อฟังดูคลับคล้ายคลับคลากับโฆษณารณรงค์รักษ์สิ่งแวดล้อมว่า "ป้าคะๆ หนูไม่เอาถุงพลาสติกค่ะ" จากผืนผ้าเปล่าผืนโต ได้ม้วนตัว เลาะตะเข็บ เก็บปลาย กลายเป็นถุงย่ามรูปแบบต่างๆด้วยการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากฝ่ามือพี่พี่สู่ฝีมือน้องน้อง จินตนาการที่เค้าว่ามองไม่เห็น กลายเป็นสีสันสดใสในผ้าผืนสวย ด้วยเส้นสายลายฝันจากพู่กันและจานสี โชคดีที่ผ้าผืนใหญ่พอที่จะให้ใส่ของไว้ใช้และใส่ฝันไว้โชว์ จึงได้เห็นทั้งรอยสีเลอะที่พื้นและรอยยิ้มเลอะที่มุมปากเต็มไปหมด [ตะวันลับตา ท้องฟ้าก็ทาสีดำ...] แต่สิ่งที่ฉันต้องทำเป็นประจำคงไม่ใช่คิดถึงเธอแน่สำหรับค่ายนี้ แต่เป็นอาหารเย็นในถาดหลุมสังกะสีที่มีข้าวสวย และกับข้าวสองชนิด ตามสูตรอาหารโรงเรียนประถมเลย แต่หายห่วงได้เพราะว่าฝึมือคุณป้าแม่ครัวก็ใช่ย่อย ผ่านประสบการณ์การปรุงมานานพอดู กับข้าวจึงเกลี้ยงจานอย่างที่เห็น กิจกรรม Highlight ของค่ายนี้คงจะหนีไม่พ้น Game show ที่มาในรูปแบบของ Science Show แน่หละ เล่นขนอุปกรณ์ซะอลังการงานสร้างอย่างกับจะมาเปิดห้อง Lab ให้โรงเรียน ขน Hot Plate มาซะ 6 ชุด หลอดทดลอง บีกเกอร์ ตะเกียงแอลกอฮอล์ Indicator กับสารเคมีอีกร้อยแปด ทำเอาอาจารย์ใจหายไปกองที่ตาตุ่มว่า ถ้ามีใครมาลอบวางระเบิดนี่ คงได้เห็นเทศกาลพลุเป็นแน่ ทำ Flash Player เป็นนิทานเรื่อง "อัศวิน โต๊ะจีน" อย่างหรูหรา และน่ารัก และอุปกรณ์ประกอบฉากอย่างมังกรพ่นไฟ (ที่มีน้ำลายเป็นของแถม) แม่มดหมวกดำเสียงแหลม (แหลมซะจนเสียงแหบไปอีกหลายวัน) ส่วนอุปกรณ์ Lab ที่ดูน่าอันตรายของพี่ๆกลายมาเป็นของเล่นน้องๆให้หยอดนู่น ประกอบนี่ แล้วก็บรื๊อ กลายเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซะงั้น นอกจากน้องจะตั้งใจทดลองอย่างขมีขมัน พี่กลุ่มก็ร่วมวงอย่างตั้งอกตั้งใจเหมือนกันเพราะห่างหายจากบรรยากาศอย่างนี้ไปนาน เมื่อได้พ่นไฟ ต้มไข่ ดึงตะปู จิ้มกระดาษ หั่นกะหล่ำม่วง จนหนำใจแล้ว น้องๆผู้อ่อนเพลียก็อาบน้ำเข้านอนตามหน้าที่ของเด็กดี มานั่งนึกในใจว่าจะมีน้องคนไหนมั้ยน้า ที่เก็บภาพความสนุกที่เกิดจากความตั้งใจของพี่ในคืนนี้ไปฝันหวาน แต่งนิทานผจญภัยของเจ้าหญิงเจ้าชายตัวน้อยขึ้นมาเอง เรื่องของน้องอาจไม่มีมังกรพ่นน้ำใส่เพราฟีนแล้วไฟลุกโชนเหมือนคืนนี้ แต่อาจมีสัตว์ประหลาดอื่นมาเติมฝันให้สนุกไปอีกแบบหละ ท้องฟ้ายังไม่ทันจะผลัดสีแดงของอาทิตย์วันใหม่ น้องๆก็ตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัวตามกำหนดการ ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะมีประชุมสรุปงานกันข้ามวันข้ามคืน บรรยากาศจึงดูเหมือนในภาพยนตร์เมืองผีดิบ (ไม่รู้ว่าทำไมต้องดิบ สงสัยถ้าผีสุกคงจะกลายเป็นกองขี้เถ้าคล้ายตอนอาบแสงตะวันล่ะมั้ง) ที่ทุกคนเดินอย่างอิดโรย หนังตาปิด และโซเซไปมา (คำอธิบายอาจจะดูเกินจริงไปนิด แนะนำให้ลองนอนน้อยๆแล้วส่องกระจกมองหน้าตัวเองดู) แปรงสีฟันยังซอกซอนชอนไชไปไม่ถึงซอกเหงือก กิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าก็ลากน้องเข้าห้องโถงอีกแล้ว จึงเกิดภาพคล้ายคนละเมอมาเดินมอปพันธมิตร ขาโยกโบกมือแต่ตาปรือเกือบปิด เห็นทีต้องเปลี่ยนเป็นกิจกรรมขึ้นเขาชนไก่ซะแล้ว จะได้ตื่นอย่างจริงๆจังๆกันสักที น้องๆจะได้พร้อมรับกิจกรรมดีๆที่พี่หุง ปรุง เคี่ยว และตกแต่งใส่จาน พร้อมดีลิเวอร์รี่ส่งถึงโรงเรียน "สลัดน้อยกับหมู่เกาะทั้งเจ็ด" ชื่อกิจกรรมดูเลียนแบบนิทานก่อนหลับที่ฟังคุ้นหู แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่านี่เป็นกิจกรรม Walk Rally แล้วกัน เปิดตัวด้วยพิธีกรมือฉกาจมาแหลงใต้ให้พี่น้องได้ฟังเป็นขวัญหู พาน้องไปสู่เรื่องราวการผจญภัยล่าสมบัติ ครึ่งแรกให้น้องเข้าฐานวน 6 ฐาน เล่นเกมตามเกาะต่างๆ ไม่รู้ว่าตั้งชื่อกันยังไงได้พิลึกกึกกือหวือหวาขนาดนี้ ก็เกาะน่ะมีชื่อ "เกาะแก้วพิศดาร เกาะการพิศวง เกาะดงแดงพิศเพ่ง เกาะเล็งเหรียญพิศเพลิน เกาะเหินต่อตั้ง เกาะพลังพังทลาย เกาะทายไขสมบัติ" เรียกได้ว่า พอน้องได้ยินชื่อเกาะก็สะดุ้งตื่นตาสว่างทันทีโดยไม่ต้องออกกำลังกายให้เปลืองพลังงาน รูปแบบเกมที่พี่ๆคิดก็ออกแนวอัจฉริยะข้ามคืน เอาอุปกรณ์ไปแก้ปัญหาต่างๆ อย่างทำที่เจาะลูกโป่งให้แตกมากที่สุด ตั้งขวดให้มากสุดและเร็วสุด น้องก็ได้ระดมสมอง ลองถูกลองผิด คิดแก้ปัญหา แถมได้วิ่ง ชิ่ง เปียกกันอีกต่างหาก (แปลว่าอะไรลองไปดูกิจกรรมเองนะ) ครึ่งสองปล่อยน้องหาที่ซ่อนลายแทงกับหาคำใบ้ว่าสมบัติคืออะไรจากคำบอกเล่าของชาวเกาะ พอปล่อยตัวน้องก็วิ่งวุ่นกันใหญ่ พอน้องเจอที่ซ่อนลายแทงปุ๊บ ตะโกนซะลั่น รู้กันทั้งโรงเรียน เรียกได้ว่าความลับไม่มีในเกาะจริงๆ แถมบางคนเจอลายแทงแล้วยังอุตส่าห์แกะเอามาบอกเพื่อนแล้วเอาไปซ่อนที่อื่นอีก อย่างนี้หละที่เค้าว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด (อาจต่อท้ายว่า "แกมโกง" อีกทีแล้วแต่กรณี) ผลสุดท้ายหลอดไฟตะเกียบที่ซ่อนในพุ่มไม้ใต้เสาธงก็ถูกค้นพบ จบกิจกรรมมาราธอน 3 ชั่วโมงกว่าๆอย่างเรียบร้อย ตกบ่ายได้เวลากีฬาสามัคคีในชื่อสุดกิ๊บเก๋ "รังควานไขมัน รังสรรค์ซิกแพค" หลักการง่ายคือ จับน้องมาเล่นกีฬา พี่ได้ลุ้น น้องได้เหงื่อ ส่วนไขมันจะถูกรังควาน หรือรังสรรค์สักแพคสองแพคก็ไม่รู้ แต่เรื่องความสนุกล่ะก็ ... กินขาด ตกดึก กิจกรรมคู่ขวัญค่ายก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Show Time หรือที่รู้จักกันดีในนาม "กิจกรรมรอบกองไฟ" หลังจากเตรียมการแสดง ประดิษฐ์อุปกรณ์ และลากตัวพี่ๆให้มาเป็นตัวละครรับเชิญแล้ว ก็ได้เวลาประชันฝีไม้ลายมือการแสดงของเหล่าซุปเปอร์สตาร์ตัวน้อย ถึงเนื้อเรื่องจะมั่วๆซั่วๆ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่กลั่นกรองมาจากความคิดจินตนาการที่น้องๆคิดเอง ลงมือทำให้เป็นจริงเอง นี่ถ้าน้องมีความสามารถทำความใฝ่ฝันในอนาคตให้เป็นจริงได้ด้วย คงจะน่าภูมิใจไม่ใช่น้อย ... ความมืดมิดเข้ามาปกคลุม ไฟในห้องโถงทุกดวงถูกดับลงเพื่อให้เปลวเทียนน้อยๆในมือเราส่องสว่างให้แสงไฟแก่ทุกคนอย่างเต็มความสามารถของมัน ความเงียบเข้ามาครอบคลุม สายตาทุกคู่ของน้องจดจ้องไปยังลูกไฟสีเหลืองที่ฉายเจิดจ้าภายใต้ใบหน้าอันเงียบงันลุ่มลึกของพี่ บรรยากาศอึมครึมผ่านไปเรื่อยๆราวกับว่าทุกคนกำลังรอให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏท่ามกลางความมืดนี้ ทันใดนั้น เสียงแรกดังขึ้นมาจากทางหน้าเวที เสียงของพี่ที่น้องคุ้นหู แต่สีหน้าที่จริงจัง ไร้ซึ่งรอยยิ้มเฉกเช่นวันก่อน กับน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าสร้อย แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น คงจะทำให้หลายคนประหลาดใจนัก เสียงจากลำโพงกำลังส่งผ่านข้อความที่ผ่านการเรียงร้อยถ้อยคำอย่างละเมียดละไม ด้วยภาษาเรียบง่าย ต่างจากใจความสาระที่เต็มเปี่ยมไปเนื้อหาที่ซับซ้อน คำพูดต่อคำพูดแทรกซึมผ่านเข้าไปทางประสาทรับเสียง แปลผลด้วยสมอง และตอบสนองออกมาทางความรู้สึกของผู้ฟัง . . . ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ภายหลังจากเสียงนั้นสิ้นสุดลง เสียงเล็กๆดังขึ้นในมุมมืด เวลาผ่านไป น้ำตาเทียนเสีเหลืองนวลไหลลงกองอยู่บนแผ่นกระดาษขาว เช่นเดียวกันกับน้ำตาเม็ดใสไหลอาบใบหน้ากองรวมที่ปลายคางแหลมเล็กสีชมพูระเรื่อ ทุกคนยังคงนิ่งอยู่กับที่ไปอีกระยะนึง ให้เวลาเช็ดคราบน้ำตาที่เลอะติดบนแก้ม และให้เวลาทบทวนครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่เพิ่งได้รับฟังเมื่อสักครู่ "วันเวลาดีๆเหล่านั้น เธอยังคงจำได้ไหม วันที่เคยร่วมทุกข์และสุขจนล้นหัวใจ วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนั้น อยากจะมีเพลงเพลงนึง ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นพันพันให้เธอรู้ ให้ทุกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่ เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป และทุกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ เราจะมีกันและกันเป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน" เสียงเพลงที่ฟังจนคุ้นหู ถูกขับร้องขึ้นอีกครั้ง ในบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิม แต่ไม่ว่าจะได้ยินเพลงนี้สักกี่ครั้งก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อเพลงนี้ยังคงไม่เปลี่ยนไป แม้ช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน จะล่วงผ่านไป เหลือเพียงภาพถ่ายใบเล็กที่ถูกบันทึกเพียงใบหน้าไว้ แต่ภาพความทรงจำ จะยังคงฉายซ้ำไม่รู้จบ ตราบเท่าที่เรายังคงมีชีวิตอยู่ เพียงขอให้มีสิ่งๆหนึ่งไว้เตือนความหลัง และรื้อฟื้นความทรงจำดีๆนั้น ... แสงไฟกลับมาส่องสว่างดังเดิม แสงเทียนถูกดับด้วยแรงลม พิธีผูกสายสิญจน์ดำเนินไปด้วยเสียงร้องเพลงคลอ และ คำสั่งสอนที่พรั่งพรูออกจากปากของพี่ๆทุกคน ส่งไปสู่น้องทั้งหลาย โดยหวังว่าให้จดจำเป็นดั่งพร คำชี้แนะ บทเรียน อะไรก็ตามแต่ที่พี่อยากจะมอบให้น้องด้วยความหวังดีและความรัก "อย่าลืมความรู้สึกของน้องในตอนนี้นะ" ผมกล่าวระหว่างร้อยสายสิญจน์เส้นน้อยรอบข้อมือน้องข้างหนึ่ง ส่วนมือของน้องอีกข้างกำลังปาดคราบน้ำตาที่ยังคงไหลริน รุ่งอรุณเริ่มต้นของวันใหม่ แต่กลับเริ่มด้วยการจัดของเตรียมตัวปิดค่ายแทน ช่วงเช้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่แน่ใจว่าความครึกครื้นซาลงไปเพราะว่าถอนหายใจที่ค่ายกำลังจะสิ้นสุด หรือเพราะความรู้สึกเมื่อคืนยังคงตราตรึงอยู่ในใจ กิจกรรมที่แกะกล่องมาอย่างดี "หกก๊ก ภาคบีทาเก้นสะท้านยุทธภพ" ถึงจะเป็นกิจกรรมสุดท้าย แต่ความสนุกไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนอื่นๆเลย ปริมาณบีทาเก้นที่พี่ๆช่วยกันกินอย่างตะบี้ตะบันกว่า 200 ขวด แปลงสภาพกลายเป็นปราการพิทักษ์ลูกแก้ว ที่ดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับลูกปิงปองส้มๆกลมๆ ไว้เป็นเป้านิ่งให้น้องๆสอยด้วยธนูคู่กาย โรงเตี๊ยมอึ้งกิมกี่ ก็เปิดให้บริการสินค้าสะดวกซื้อ อย่างพวกหนังยาง ไม้เสียบลูกชิ้น กระดาษแข็ง เอาไว้เสริมพลังยุทธให้ป้อมของแต่ละก๊ก เป็นกิจกรรมที่วุ่นน่าดู เพราะปราการที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ไม่ใหญ่พอให้น้อง 60 คนมุงดูได้ทุกคน คนที่ชะเง้อไม่ถึงก็หันไปตีกลองแข่งกับพี่แทน แถมกินเวลาค่อนข้างนาน ฐานทัพทั้ง 6 ไม่ค่อยจะถูกโค่นล้มง่ายสักเท่าไร เลยต้องเปลี่ยนจากยิงเป็น ขว้างแทน และแล้วเวลาที่ไม่ใคร่จะรอคอยก็มาถึง ข้าวของที่กองอย่างระเกะระกะบนเวที หายวับไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้างที่มีแต่ไมโครโฟนวางอยู่บนแท่นยืน จำไม่ค่อยได้ว่าใครขึ้นมาพูดอะไรบ้าง รู้ตัวอีกทีก็มายืนเรียงกันเป็นทางเดินให้น้องเดินขึ้นห้องไปเก็บของแล้ว "เจ้านกน้อยล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม ความเหงาเอยเจ้าคอยเหยียบย่ำให้ทรมา" เพลงค่ายที่คุ้นหูสำหรับเรา แต่เป็นเพลงใหม่สำหรับน้อง ถูกขับร้องประกอบท่าเต้นเป็นเพลงสุดท้ายสำหรับค่ายนี้ ภาพหน้าโรงเรียนกลับมาซ้อนทับภาพเดิมอีกครั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายผ่านสายตาไปอย่างช้าๆ หวลให้คิดถึงภาพแรกทีได้เห็นนอกกระจกรถตู้สีเทา ต่างกันก็แค่เป็นการฉายย้อนกลับ และเพิ่มรายละเอียดด้วยภาพโบกมือลาของน้องที่ยังคงอยู่รอ บรรยากาศท้องทุ่งสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าสีคราม เหนือทิวเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาว พาให้ความคิดล่องลอยออกไปไกล ย้อนกลับไปที่โรงเรียนที่เพิ่งจากมา ความอาวรณ์ ... ความสนุก ความสุข ความตื่นเต้น ความน่ารักของทุกคน เรียงร้อยกันเป็นเรื่องราวทุกช่วงวินาทีของค่ายนั้น เสียงรถวิ่ง ... เสียงหัวเราะ เสียงกลอง เสียงปรบมือ คำมั่นสัญญา ดังกังวาลสอดคล้องบรรเลงเป็นบทเพลงต่อเนื่อง ที่ทุกเสียงทำหน้าที่เป็นตัวโน้ตตัวเล็กๆสอดรับกับโน้ตตัวอื่น เพื่อเพิ่มความไพเราะสุนทรีกับการแสดงดนตรีในเวทีที่เรียกว่า "ค่าย" จะว่าไป นี่ก็เป็นแค่ค่ายสามวันสองคืนค่ายหนึ่งจากสิบกว่าค่ายที่เคยผ่านมา น่าแปลกใจ ที่ไม่ว่าตารางค่ายจะคล้ายกัน จัดวันศุกร์เสาร์อาทิตย์เหมือนกัน อายุของน้องค่ายใกล้เคียงกัน พี่ค่ายที่เคยจัดค่ายด้วยกัน อีกหลายๆอย่างที่เป็นรูปแบบตายตัวไม่แตกต่างกันเลย แต่ความรู้สึกของการ "ทำค่าย" ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำไม ? อาจเป็นเพราะคนที่มาจัดค่ายด้วยกัน เป็นเพื่อนนักเรียนทุนที่เคยผ่านประสบการณ์ ฝ่าฟันชีวิตในต่างแดนกว่าหนึ่งปีร่วมกันมาก่อน อาจเป็นเพราะสถานที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้มาสำรวจสถานที่ด้วยตนเองก่อน จึงทำให้บรรยากาศรอบตัวดูใหม่ไปด้วย อาจเป็นเพราะน้องๆที่มีหน้าตา น้ำเสียง ความคิด อะไรหลายๆอย่างต่างกันไป ทำให้เรารับรู้ถึงเอกลักษณ์ของน้องค่ายที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาจเป็นเพราะ ... อาจเป็นเพราะว่าทุกๆค่ายมีความพิเศษในตัวของมันเองอยู่แล้ว ค่ายนี้ที่เราร่วมแรงร่วมใจทำกันตั้งแต่นับหนึ่ง เตรียมงานคืนแล้วคืนเล่า จนผลงานสำเร็จตามเป้าหมาย ก็คงจะเป็นค่ายที่เราได้ทั้งความประทับใจ อิ่มใจ และภูมิใจในความสามารถของเรา นักเรียนทุนกลุ่มเล็กในโลกใบกว้างใหญ่ ที่ท้ายที่สุดก็จะมารวมตัว รวมแรง รวมใจ กันเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ และสร้างผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เช่นเดียวกันกับค่ายค่ายนี้ ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นล่องแก่ง ความเปียกปอนจากน้ำที่กระเด็นจากคลื่นใหญ่และไม้พายของเรือที่แล่นเคียงข้าง ความอร่อยของอาหารทะเลมื้อใหญ่ในโต๊ะยาวเหยียด และความสวยงามของอาทิตย์หัสดง ทำให้ชาวค่ายทุกคนต้องยอมแพ้พ่ายต่อความง่วงที่สะสมมานานนับอาทิตย์ ปิดหนังตาเอนกายนอนอย่างสงบตากแอร์ที่ส่งลมเย็นโชยในรถตู้ที่วิ่งกลับสู่ที่พัก จำไม่ได้ว่าฝันเห็นน้องตัวเล็กๆนั่งหัวเราะ ได้ยินเสียงกลองดังให้จังหวะ ได้กลิ่นน้ำใบเตยหอมหวานหรือเปล่า แต่ภาพถ่ายนับพันในรูปของหน่วยความจำขนาดใหญ่ในกล้องดิจิตัล ป้ายชื่อที่ทำเป็นหน้าตาคล้ายตัวเองในผมสีฟ้า และเสื้อสีแดงแสบตาประทับด้วยตัวหนังสือสีขาว "TS๕๐" คงจะพอเป็นของต่างหน้าให้ดูไว้จดจำ รำลึกถึงประสบการณ์ กับความทรงจำดีๆที่ทุกคนมีร่วมกันได้อย่างดี ps. - this is the entry I just finish. It takes me a week to complete everything - -" I will continue my usual style of writing soon. - I'm back in the United States at University of Illinois at Urbana-Champaign, waiting for the next semester to begin. I don't have a cellphone yet so you might like to call my room phone. it's (217) 332-38-five-three. And the time zone is exactly +12 hours from Thailand (no no, no 1-AM phone ring.) June 15 Where I belong "ขณะนี้ เครื่องบินกำลังทำการลงจอด" ไม่ต้องบอกก็เดาออก วิวข้างนอกมันฟ้องว่าถึงพื้นสนามบินแล้ว "ขอบคุณท่านผู้โดยสารทุกท่าน ที่ใช้บริการของการบินไทยค่ะ" เสียงรบกวนคนที่กำลังตาปรือ ดังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเครื่องหยุดนิ่งสนิทได้สักพัก เดินแหวกฝูงชนคนต่างเชื้อชาติ ผ่านยักษ์เฝ้าประตูที่ยืนแยกเขี้ยวดูไม่เป็นมิตรเท่าไร เข้าไปข้างในตัวสนามบิน กระเป๋าสีน้ำตาลเข้มสองใบเก่ง โผล่ขึ้นมาจากรางเหล็กใต้พื้น เลื่อนอย่างช้าๆมาหารถเข็นที่จอดนิ่ง รอนานกว่า 10 นาที การเดินย้อนกลับทางเก่า ให้บรรยากาศแปลกดี เหมือนเป็นการเติมเต็มการเดินทางให้ครบบริบูรณ์ และแล้วก็ถึง "ประเทศไทย" 361 วันผ่านไปแล้วสินะ สนามบินสุวรรณภูมิยังดูวุ่นวายเหมือนเดิม เลยไม่รู้สึกว่าอะไรเปลี่ยน แบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ที่พองโตไปด้วยตุ๊กตาและหนังสือ ขึ้นรถกลับบ้าน บ้านที่เป็นบ้านจริงๆ เฮ้อ กลับมาถอนหายใจ ดีใจ ที่ได้กลับมาเจออะไรที่คุ้นเคย ได้พบอะไรที่ขาดหายไป แต่ก็ใจหาย ที่ประสบการณ์ดีๆที่ได้เจอเมื่อหนึ่งปีก่อน จะขาดช่วงไปดั่งภาพยนตร์ที่ใครไปกดปุ่ม pause ไว้ เอาน่า เวลาที่รอมานานแสนนานก็มาถึงสักที หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางแสนไกล ก็ได้พักผ่อนเก็บแรงไว้เผชิญกับโลกใบใหม่ต่อ เขียนแค่นี้หละ ... ขอตัวไปใช้ชีวิตให้เต็มอิ่มก่อน ปล. โดนแทกจากนายปณต ไชยมงคล (นามสมมติ) ขอลงส่งท้ายแล้วกัน เมื่อคุณกลายเป็นเพศตรงข้าม เช้าวันนึง คุณตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ และเมื่อคุณเดินไปห้องน้ำเพื่อจะอาบน้ำ 1. คุณจะทำอย่างไร!!! 2. หน้าตาของคุณเป็นแบบไหน 3. คุณจะบอกกับคนในบ้านว่ายังไง 4. ได้เวลาอาบน้ำ!! 5. สถานที่ที่อยากจะไป 6. คุณจะบอกแฟนคุณว่าไงล่ะทีนี้ 7. อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมมั้ย May 18 The Last Time, I VowToday is supposed to be fun for me.
We called it 'dorm trip' even though it's not a trip.
Male dorms had competitions for ...I don't know. it's just for fun.
Briefly, there were capture the flag, basket ball, pingpong, valleyball, soccer, board games, and knowledge test. And we are gonna have barbeque dinner.
Well, that's not a point.
It happened while I were playing Pingpong.
// I coughed a lot. My chest feel suffocated. My eyes turned red. My throat and nose were swallowed. //
A few people reading until now can guess what it is.
It's called 'seafood allergy'
Not all seafood, I am allergic for shellfish, such as crab, cram, and shrimp. (Fortunately, I can savor my favorite salmon without worried.)
That I ate four dumplings for lunch was merely my fault. Everyone has told me to avoid it but I thought a little bit was alright.
With that thought, I have had those seafood like once a month in a small amount. And I am always fine, although I feel uncomfortable and itchy on my longue.
Yet, I did not know what wrong today. I wasn't sure whether I ate another catalyst or did exercise after lunch.
Back to the story.
After feeling bad, I went up to dinning hall and had a drink.
Thanks to Mrs.Atlee, she came to me and ask if I needed help.
I thought it would be alright as usuall, but I underestimated it.
// I couldn't breathe well. My face and my arms also turned red. There were rashes all over my body. I feeled more and more itchy. My tear was pouring off. I somewhat had headache. //
It turned worse, the worst since I was an elementary schooler.
I still refused to go to hospital. Mr.Goulian and Mr.Cornigans also came to help. They brought a syringe (the tenth shot I have had since last years *sigh*.)
However, an unexpected event occured. When Mr.Cornigans was about to give me a shot, ... , he accidentally turned a needle upside down and it injected his finger instead of my arm.
We all laughed. That assuaged a serious moment well... it's not a point neither.
Finally, I got a shot at my left thigh and laid down on a sofa in the student center.
Itchy killed me. Everytime I moved, I really wanted to scratch but it would get worse if I did.
Coach visited me with Stuart, a student who was educated about the first aid (not exactly, it's sth else I forgot.) Thye kept eyes on me while I laid still.
Mrs.Atlee suggested me to drink a lot of warm water and provided me an allergy capsules to relieve my itchy.
I want to say thank you to everyone who takes care of me. They all were worried about me and helped me a lot.
I am getting better right now (even though I still feel itchy while composing this blog entry.)
Obviously, I should not have dumpling at the first place. I am too reckless for my health. I thnk it's gonna be alright afterward
What if it's getting worse ? What if nobody is around ? I will feel ashamed if that happens and I worry everyone.
Above all, I apologize that I let this happens 'again.'
Last time I was suffered like this was about ten years ago. And I assumed that time already nullify it.
Nothing can gaurantee if this allergy will vanish tomorrow, next years, next ten years, or it's immutable.
The easiest way to prevent it is to say goodbye to cram, shrimp, lobster and whatever that are shell fish.
This is the last time ... I vow May 01 One month left" นักศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาโปรดระวัง 'Count Down Syndrom' กำลังแพร่ระบาดปยังนักเรียนไทยใน Prep School
ไม่สามารถระบุที่มาอย่างแน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นผลกระทบจากเกสรของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเกิดขึ้นเวลาเดียวกับที่โรคนี้ถูกตรวจพบ
จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ โรคนี้เกิดขึ้นในทุกรัฐในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ไม่สามารถหาแหล่งกำเนิดได้อย่างถูกต้อง
อาการของผู้ป่วยนี้คือ เบื่อ เซ็ง เหม่อลอย ไม่มีสมาธิในการเรียน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย
ผลการสำรวจพบว่า 100% ของผู้ที่ติดเชื้อ จะมีอาการที่เห็นได้ชัดคือการ "นับถอยหลัง" จากนั้นอาการอื่นๆจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระยะๆ แปรผกผันกับเวลาที่นับ
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะระบาดได้ง่ายมาก แต่อาการไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ผู้ป่วยยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้
แพทย์แนะนำการเยียวยาเบื้องต้นด้วยการ "คุย" กับเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือผู้ปกครอง อนึ่ง โรคนี้จะหายโดยอัตโนมัติหลังจากตัวเลข "Count down" เป็น 0 "
5 อาทิตย์ 36 วัน 864 ชั่วโมง หรือจะเแปลงหน่วยเป็นปีแสงก็ตามแต่
"แป๊บเดียว" "อีกไม่นาน" "แค่เดือนกว่าๆ" ปฐมบทการผจญภัยในต่างแดนก็จะจบลง พร้อมกับเริ่มบทเกริ่นนำของตอนต่อไป
"ตั้งแต่ตอนนั้น" "นานมาแล้ว" "เกือบปี" ที่ก้าวเล็กๆ นำพาชีวิตไปสู่การเดินทางที่ยิ่งใหญ่
เปลี่ยนอดีตที่คนอื่นเล่าขาน สู่ประสบการณ์ที่พิสูจน์ด้วยตาของตนเอง จรดปลายปากกา เปลี่ยนความรู้สึกและความทรงจำ เรียงร้อยเป็นถ้อยคำที่เรียกว่า "ตำนาน"
เอาน่า ถึงมันจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนอื่น แต่ขอให้มันเป็น "ตำนาน" ของตัวเราเองก็พอแล้ว
อีกไม่กี่ก้าว การเดินทางช่วงแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์
อีกไม่กี่ก้าว ...
จองตั๋วเครื่องบินไปแล้วเรียบร้อย หมดเงินไปพอประมาณ (อยากรู้ถามเป็นการส่วนตัวแล้วกัน)
- Departure -
From : JFK, NY, USA 8 Jun 11.35 AM
To : Suvarnabhumi, BKK, THA 9 Jun 4.10 PM
ใครอยากได้ของฝาก จะไปรับ หรือไปทวงหนี้ก็ตามแต่ ก็ติดต่อได้หลังจากเวลาที่ไปถึงแล้วเน้อ (แล้วก็แนะนำว่าไปสักสี่โมงครึ่ง ไม่ก็สักห้าโมง เพราะเครื่องบินไม่ตรงเวลาแน่นอน)
ส่วนจะกลับมาที่นี่อีกทีเมื่อไร ... ยังไม่ 100% คือจองตั๋วของวันที่ 14 Aug ไว้แต่ว่าถ้าเปลี่ยนมหาลัยก็อาจจะเลื่อนวันเดินทาง เรื่องนั้นไว้ทีหลังแล้วกัน
เอาหละ ตอนนี้ก็ต้องใช้ชีวิตเด็ก High School ที่เหลืออีกเดือนนึงให้คุ้มค่าหน่อย
เรื่องเรียน ก็ไม่มีอะไรแล้ว เรียนไปเรื่อยๆ การบ้านก็ไม่เยอะ เรียกว่า "ชิว" แน่นอน
เรื่องภาษา เรียกว่าเข้าที่แล้วหละ เราพูดไปเรื่อยๆได้ (แต่เค้าจะฟังออกเปล่าอีกเรื่องนึง)
เรื่องมหาลัย ตอนนี้ก็รอผลอีกสักพัก ถ้ารู้แน่นอนแล้วก็ต้องทำเอกสารบานตะไท ทั้งค่าเทอม ค่าหอ ค่าอาหาร ลงทะเบียนเรียน แล้วต้องส่งข้อมูลผ่านไปให้ทางสำนักงานนักเรียนทุนอีก คิดว่าคงจะวุ่นวายสักอาทิตย์นึง
เรื่องน้องรุ่นต่อไป ตอนนี้ก็รู้ชื่อแล้วหละ ก็ได้ฤกษ์แสดงความยินดีกับน้องที่ได้มาโรงเรียน"ชิว"ในตำนาน แล้วก็ให้ข้อมูลน้องว่าอยู่ที่นี่ต้องทำอะไรบ้าง
เรื่องสัมภาระ บอกได้เลยว่ามาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ คิดว่าถ้าจะเอาทุกอย่างกลับไทยต้องซื้อกระเป๋าใหญ่ๆอีกสองใบ ... ไม่เป็นไร เพราะเราส่งของไปมหาลัยได้ ก็ลดปริมาณการขนย้ายขึ้นเครื่องบินไปได้เยอะพอควร
เรื่องสำคัญต่อไป ... จะเอาอะไรกลับไทย แล้วจะไปทำอะไรที่ไทย
คิดว่าคงส่งของเกือบครึ่งที่มีอยู่ไปที่มหาลัยโดยตรง ฉะนั้นเนื้อที่ในกระเป๋าก็จะเหลือเวอร์ เป็นที่ว่างสำหรับของฟรี ของฝาก ของเหลือ อะไรก็ตามแต่ (อาจจะยัดตุ๊กตาหมาที่มีอยู่ตัวนึงไปด้วยนะ)
ส่วนกลับไปทำอะไรดี ... แน่นอนว่าเที่ยวๆๆๆๆๆ กินอาหารไทยๆๆๆๆๆ กลิ้งๆ นอนๆ ไปหาอาจารย์ ไปหาเพื่อน อยุ่บ้านให้หนำใจ (ไม่มีสาระเลยสักกะอย่าง)
โอย คิดแล้วปวดหัว ไม่ต้องคิด แล้วรอกลับไปจริงๆดีกว่า
อีกเดือนจะกลับแล้วนะครับ ... April 16 Gathering infoTwo weeks ago, every colleges I apply for eventually announced their decisions.
It had been a mixture of emotional circumstance, while you hoped to hear good news being showed on your computer (and, of course, with your name.)
Most are happy, satisfied by their top choice colleges.
Some taste a bitterness, but still have alternative which is more or less pleasure.
Few get disappointed, receiving a thin letter enclosing a formal condolence.
I am one of a few ... as expected
This is what it looks like :
Such a colorful shade, isn't it?
*For those who don't know, waitlist, as it's shown, means you have a chance to get into if college has enough space and you can impress them.
So, what's next ?
Before May 1, I have to reserve my seat in one and only one college.
My task is to choose one among green. That's an easy task ... Almost everyone, and even myself, point at UIUC
Reason ? Probably Thai population. There are many who understand me and I can get help anytime. Moreover, at least 2 of TS50 will attend there.
I have heard that it's extremely torturous freezing, located in the middle of corn field. And I suppose that mathematics department can fulfill my desire.
But that's not it.
Look at the orange texts, they are still sparkling slightly.
For some reason, I decided to visit Williams college once (even though nothing can gaurantee what is gonna happen.)
Basic information
Located in Massashusett, Williams is the liberal art college, where students are encouraged to study in various fields, not concentrating in any speific area.
Due to the fact that it's small liberal art, there are only 2000 students in a small campus.
Fortunately, the very strong academic and the popularity in economic, mathematics and art history raises Williams college to "the best liberal art college" according to U.S.News.
Rest your eyes by glancing these pictures I took.
:: Student Center :: :: Academic Building ::
:: Downtown :: :: The Eyes ::
More photo are posted in http://picasaweb.google.com/lemononmars/WilliamsCollege
How did I like it ? The most controversial question ever ...
Well, it's OK. I mean I hardly really hate any place.
Location :
What I have seen are small college without boundaries, rural, surrounded by mountain, cold weather (but not much different from NY), small & warm society.
To sum it up, it's what I have ever known and expected before.
Despite of its location isolated from civilization, there are tiny downtown, mall, bank, and super market to affirm that if I study here, I have enough facilities to live.
Ummm ... I am pretty sure that I can live here for 4 years, so let move other factors.
Academic :
No doubt; mathematics here is very famous and at least 3 Thai scholars are majoring (and had been majoring) in math. Although they provide courses less than other large colleges, courses and teacher are challenging (aspect of P'P') That's attractive, isn't it ?
Community :
Because it is a small college the bond between students is stronger. "You will know almost everone in campus" (P'Aom, Williams college)
Group activity strengthens friendship through "Entry", which assigns freshmen in a group to live together.
Also, it offers small class and accessible professor, an advantage that most college are lack of.
Miscellany :
Wholesome food - I can have a fresh milk and vegetable from farms nearby. Dining hall is also delicious (I should say food, not hall itself)
Allowance - maximum rate $1400 for some reason "we are rich because we have no place to spend money" (P'Aom)
Cold - Imagine the college among forest under snow pile ... surprisingly, it's less cold than UIUC, where wind blows severly.
Small Thai population - About 7 Thai will be studying there...no comment ...
Overall, Williams is great !!!
If possble, many people recommend me to go there too. Such a nice place.
However, I still have some concerns.
1) Is it too cold for me ? It is, even though UIUC is colder. UVA weather is very nice, snow only once a year. But I don't want to weight on weather too much.
2) Does liberal art suit me ? The requirements are 2 from art/music/langauge, 2 from humanity (econ/philosophy), and 2 from science (math/physics) I am sort of scientist, so I would prefer intense materials. I am too lazy, so unwanted courses might kill me. P'P' also warned that workload is about 6 hrs. per day ... I can't imagine that.
3) Am I good enough ? Waitlist never gives a certainty. Although people who got waitlist in last two years were changed to 'accepted', I have no clue what can happen with me. Rejected from many colleges is not a good reputation.
After thinking a lot, I will go for it.
All I can do is struggle.
I am suggested to write a letter to show my interest in college, stating what I have done recently, why I like to study here, and, most important, confirm that "If chance comes, I will definitely attend Williams."
I will ask my teacher, my dorm parent, and Williams alumni [they are the same person :)] to write a recommendation for me.
My colelge counselor will send my grade, and probably, along with her recommendation.
And ... I would pray.
I will not die if I miss this chance, but at least I should give it a try.
About UVA ? I will send them a letter as well. Nevertheless, I can't assure them that I will enroll. Just a letter wishing that I can come out of waitlst.
But if I don't hear any responde, I will deposit for UIUC first.
If I do, it will take place after May 1. It can be so late that I already fly back to Thailand. *sign* ... such a long wait.
Uncertainty, challenging, unpredictable
... This is how life works ...
PS: I had a trip for international student to DC. on 12-14 April, so unfateful that cherry blossom was already gone T_T April 03 Humming SpringSpring ... ฤดูใบไม้ผลิ
หลังจากหิมะขาวโปรยปรายปกคลุมผืนแผ่นดินกว่าสามเดือน ก็ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
ปุยสีขาวใสบนหลังคาเริ่มละลาย ไอเย็นจางหายไปพร้อมกับลมหนาวที่เคยพัดโชย
ได้เวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ ...
วันที่แสงตะวัน จะแผ่ความอบอุ่นไปทั่วสรรพชีวิตภายใต้ฟ้ากว้าง เพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ วันที่กิ่งไม้แห้งแล้ง จะถูกตกแต่งด้วยใบพฤกษาสีเขี่ยวแซมสลับกับช่อเล็กๆสีสดใส
วันที่พื้นดินสีน้ำตาล จะถูกปกคลุมด้วยต้นหญ้าและดอกไม้ เบ่งบานชูช่อรับแสงอาทิตย์ที่สดใสกว่าเดิม
วันที่สามารถยืนกลางทุ่งหญ้า รับสายลมอุ่น แสงแดดนวลละออ มองไปบนท้องฟ้าพร้อมรอยยิ้มและเสียงเพลง
เป้สองใบกับใจปลอดโปร่ง
โบกมือลาโรงเรียน ขอเดินทางไปเปิดโลกกว้างข้างนอกสักพักนะ
ว่าแล้วมุ่งไปสู่ปลายทาง Office of Educational Affairs
[ ภาคหนึ่ง ] แดดส่องฟ้าใส ดอกไม้ผลิบาน ณ Washington DC
ก้าวเท้าลงจากรถบัส ก็สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสบาย กับทัศนะของต้นไม้ผลิดอก ที่ไม่ได้เห็นกว่า 4 เดือน ร่อนเร่ตามที่พี่บอกไว้จนถึงที่หมาย แต่ไม่ถึงซะทีเดียว เพราะหาตึกไม่เจอ ... ไม่นึกว่าจะออกแนวบ้านพักมากกว่าสำนักงาน เปิดประตูหน้าตึกอิฐสีส้ม ความประทับใจแรกหลังจากเดินเข้าไป คือ "ข้าวเหนียวหมู" เป็นอาหาร(ค่อนข้าง)ไทยที่แก้หิวหลังจากเดินทางกว่า 6 ชั่วโมง เนื่องจากตอนนั้นเพื่อนๆยกโขยงมากันล้นหลาม เลยโดยย้ายไปอยู่ห้องใต้ดิน ข้างๆห้องครัว ถึงอากาศจะอบ มีท่อน้ำตระหง่านอยู่เหนือหัว แต่ก็ได้เตียงคู่หรูหรา กับความเป็นส่วนตัวมาแทน
บรรยากาศ Stony Point กลับมาอีกครั้ง เมื่อภาพห้องนั่งเล่นเบื้องหน้า เป็นคอมพิวเตอร์ สายไฟระโยงระยาง ตู้น้ำ และไม่โครเวฟ ชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่ เค้าจะไปเที่ยวข้างนอกกันตอนสายๆ กลับมาทำกับข้าวกันตอนเย็นๆ แล้วก็ดูหนังฟังเกมกันตอนดึกๆ แล้วก็จะตื่นสายๆเพื่อไปเที่ยว วนไปมาเป็นวงจรชีวิตที่ไม่ค่อยมีแก่นสารดี อ้อ ความพิเศษของที่นี่อีกอย่าง พี่ๆที่สำนักงานนักเรียนเค้าจัดกิจกรรมให้ทำด้วยหละ บางวันก็พาไปพบผู้ใหญ่ (หมายถึงท่านฑูตที่ทำงานอยู่ที่นี่นะ) ว่างๆก็สอนรำไทยกับเต้นซัลซ่า หิวๆก็เปิดครัว วางครก แล้วยกมะละกอมาทำส้มตำทานกันเอง เค้าพาไปวัดด้วยนะ ชื่อ “วัดไทยในกรุงวอชิงตันดีซี” ถึงบรรยากาศภายนอกจะไม่ระยิบระยับเท่าวัดที่ไทย แต่ภายในศาลาเค้าก็มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ กับปัจจัยครบถ้วน เรียกได้ว่าถ้าถ่ายรูปแต่ข้างใน คงบอกไม่ถูกแน่ว่าเป็นวัดในเมืองนอก
บางวันท้องฟ้าแจ่มใส ก็ไปโลดแล่นข้างนอกกัน เค้าว่ากันว่าที่ Washington DC มีพิพิทธภัณฑ์ให้เข้าไม่รู้จักหมด ซึ่งก็จริงของเขา มีตั้งแต่ Art, Air & Space, Postal, Natural History หรือถ้าเป็นพวกอนุสรณ์สถานก็มี Lincoln, Jefferson, World War, Vietnam War และก็ที่ห้ามพลาดคือ Washington Monument ตั้งเด่นใจกลางเมือง ต้องตื่นไปเอาบัตรแต่เช้าตรู่เพื่อจะได้ขึ้นไปชมทัศนียภาพของเมืองจากความสูง 500 ฟุต !!! เดินขาลากกว่าสามสี่ชั่วโมง ก็กลับมาสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน เริ่มที่อาหารค่ำที่มีตี๋เป็นพ่อครัวใหญ่ แน่นอนว่า อาหารไทย แถมบางมื้อพี่ๆก็ใจดีซื้อขนมหวานมาให้กินด้วย หม่ำไป เม้าท์ไป หรรษากับบรรยากาศครอบครัว อ้อ ต้องหลบกระสุนปิงปองด้วย เค้าตั้งโต๊ะปิงปองข้างๆโต๊ะกับข้าว แล้วคนที่กินเสร็จก็ตบกันอย่างเมามัน (ปิงปองนะ) อิ่มเรียบร้อย ก็ถึงเวลาแห่งความไร้สาระที่สุด เวลาที่เครื่องปั่นไฟอาจจะชำรุดได้ เพราะเกือบทุกคน จะนั่งจดจ่อหน้าจอสี่เหลี่ยม เล่นเกม ดูหนัง ทำเปเปอร์ จองตั๋วเครื่องบินกลับโรงเรียน ก็แล้วแต่ศรัทธา 9 วันผ่านไปเหมือนสายลม "เวลานั้นน้อยเกินไปต้องทำใจโบกมืออำลา" เสียงหัวเราะ ภาษาไทย เหลือไว้แต่ความทรงจำสีใส กับภาพถ่ายสีสด คงจะไม่ได้เจอเพื่อนหลายคนจนปิดเทอมกลับไทย แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้เจอกันแหละน่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ใช่ว่าเราจะมีงานเลี้ยงอีกไม่ได้นี่ ... :: วัดไทยในกรุงวอชิงตันดีซี :: << Computer Store >> << First @ First Street >>
[ ภาคสอง ] เดินทางลงใต้ เพลินใจวิจิตร ชิวิตสันต์สุข ณ Duke University
มีแต่คนว่าที่นี่สวย ด้วยความอยากรู้ จึงนั่งรถไฟกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อมาพิสูจน์กับตา ภาพแรกที่เห็นคือ ... ภาพหอพัก (เหอๆ) แน่หละ ก็เราต้องไปอยู่ห้องรุ่นพี่นี่นา จุดขายแรกของที่นี่คือ อากาศ เพราะมหาวิทยาลัยนี่อยู่ส่วนใต้ เลยอากาศอุ่นสบายตอนช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขนาดที่เก็บ Sweater ใส่กล่องได้เลย (อ้อ ที่นี่ก็มีหิมะนะ แต่ตกปีละสองวัน ..) บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าแปลกตา ต่างจากที่อื่นที่เคยไปมาก ถึงตึกจะเป็นตึกหินส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ดูน่าเบื่อ มีสนามหญ้าอยู่ตรงกลาง และตึกล้อมรอบ อย่างอื่น อธิบายไม่ถูก แต่บอกได้แน่ๆว่า "ประทับใจมากๆ"
อยู่นี่มีเพื่อนร่วมรุ่นมาคนเดียว ฉะนั้นเราเลยได้เจอแต่รุ่นพี่ รุ่นพี่ที่นี่ก็เยอะมากมาย และแน่นอนว่าดูแลเราเต็มที่ (สงสัยเพราะกลุ่มเรามีคนน้อยมั้ง) ทั่วๆไป ก็เดินเที่ยวมหาลัย ลองไปเรียนเลขกับพี่ๆเล่น (เรียนตั้งสามคาบ เข้าใจสองคาบแน่ะ) ด้วยความที่ว่า มันเป็น "ป่า" พื้นที่เค้าเลยมีให้ใช้เหลือเฟือ ดังนั้นตึกก็จะดูระเกะระกะ แล้วเดินไปมาทีนี่ก็เป็น 10 นาทีได้ แถมบางหอก็จะอยู่ไกลขนาดที่ต้องนั่งรถบัส 5 นาที ท่าจะไม่เหมาะกับคนที่ตื่นสายแล้วกลัววิ่งไปเรียนไม่ทัน ที่น่ากลัวคือ เดินเกือบทั้งวัน 2-3 ต่อกันก็ยังเรียกได้ว่าไม่ทั่ว เดินไปตีกเรียน ห้องสมุดมหีมา Student Center ร้านอาหารที่กินไม่ซ้ำแต่ละมื้อ Gym หอพักพี่ๆ Duke Garden (อันนี้เรียกว่า ถ้ามาแล้วไม่ไปดู ถือว่ามาไม่ถึง Duke) โอ้ย ... สารพัด นอกจากเดินระเหเร่ร่อน ก็มีไปเล่นพูล ตีแบด วิ่งชมสวน (เล่นกีฬาเยอะกว่าที่โรงเรียนอีก ...) เรียกได้ว่า ว่างไม่ได้เลย ว่างทีต้องมีพี่ๆมาชวน
อ้อ ขาดไม่ได้ พี่ๆที่นี่เค้าดูแลดีมากๆๆๆๆ พาไปไหนมาไหนตลอด คนไหนไม่ว่างก็จะมีอีกคนมาดูแลแทน แถมเลี้ยงอาหารบ่อยๆจนเกรงใจมากมาย (ซูชิครึ่งราคา อร่อยมากๆๆ) แล้วที่ดีอีกอย่างคือ พี่ๆเค้าอ่าน คุโรมาตี้ กันด้วย !!! อ้าว ไม่ดีหรอ ...
เริ่มรู้สึกเสียดายที่อยู่น้อยไปนิด น่าจะอยู่ชมความงามอีกหน่อย ...
:: Duke :: :: Cherry Bossom ::
:: Chapel :: << You know who >>
[ภาคพิเศษ] After story
ถึงเวลาเดินทางกลับ เรื่องที่อยากเล่ามากคือ ความ "ประทับใจ" ต่อบริษัทรถไฟ ที่มีชื่อว่า Amtrak
ประทับใจแรก - รถหาย !!! ก็ไม่เชิงขนาดนั้น คืออยู่ๆรถไฟก็งอนไม่ยอมวิ่ง ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เราก็เลยต้องอยุ่ Duke ต่ออีกวันหนึ่ง (ดีหรือเปล่าเนี่ย) ประทับใจสอง - รถเลื่อน ตัํวที่ซื้อไปคือ 9 ชั่วโมง (เยอะอยู่นะ) แต่รถรอบนั้นดันไม่วิ่งจนถึงวันอาทิตย์ เราเลยต้องใช้รถไฟอีกสายนึง ที่ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง (ดีเนอะ ไม่เสียตังค์เพิ่ม แต่ได้เวลาเพิ่ม) ประทับใจสาม - รถนิ่ง นิ่ง ... ไม่ใช่นิ่งเฉย นิ่งกลางรางรถไฟเนี่ยหละ นิ่งแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นิ่งแบบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 3 ชั่วโมงได้ แถมลงจากรถก็ไม่ได้อีก แต่ยังดีที่เค้าแจกขนมกับน้ำให้ (ดีหรอ ? น้อยไปด้วยซ้ำ) ประทับใจสี่ - รถไม่มา กว่าจะถึงสถานีที่ต้องเปลี่ยนรถ ก็เลทไป 3 ชั่วโมงแล้ว รถไฟที่ต้องนั่งก็ไม่มา ก็แน่หละรางเดียวกัน เลยเลทเหมือนกัน เลทไปอีก 2 ชั่วโมงได้ (ตอนนี้รู้ว่า เกิดอุบัติเหตุวันก่อน เลยใช้ได้แค่รางเดียว) ประทับใจห้า - รถอ้อม อันนี้ประทับใจสุด หลังจากที่ถึง Philadelphia ด้วยเวลาเดินทางรวม 17 ชั่วโมง !!! อ่านไม่ผิดหรอก เพิ่มอีกครึ่งชั่วโมงก็นั่งเครื่องบินกลับบ้านได้เลย ถึงที่นู่นตอนตีสาม ... จากกำหนดการตอนแรกที่ควรจะเจอรุ่นพี่ตอนทุ่มนึง พี่ๆก็เดือดร้อนตามหาเราเหมือนกัน อ้อ ที่บอกว่ารถอ้อม คือรถคันแรกที่เรานั่งน่ะ มันก็มา Philadelphia เหมือนกัน ... แต่คนขายตัํวให้เรานั่งสองต่อทำ___ อะไรไม่รู้ เสียเวลามากมาย
สรุป จากกำหนดการที่จะมา Philly สองวันกว่า ตอนนี้ก็เลยเหลือวันนิดๆ เรียกได้ว่าไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากไปคุย เดินเล่นแป๊บๆ แล้วก็เอาของที่ลืมครั้งก่อนคืนมา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... อย่านั่ง Amtrak นานเกินไป ไม่งั้นจะได้ชั่วโมงเดินทางเพิ่มฟรีๆ ... จบ
เฮือก ... เวลาหมดแล้ว ต้องนั่งรถกลับโรงเรียนแล้วสิ ลาก่อน ... วันหยุดแสนสุข ลาก่อน ... ภาษาไทย 24 ชั่วโมง หวังว่าเราคงได้เจอกันใหม่นะ ไม่สิ หวังว่าเราคงได้เจออะไรดีๆแบบนี้ใหม่ดีกว่า ขอบคุณที่อ่านนะ แล้วจะแบ่งความสุขใส่กล่องไปให้ทีหลังหละ รอรับด้วย (อ้อ ลงรูปแล้วนะ)
ด้วยเสียงหัวเราะและห่วงใย เฟิสร์ March 02 Desultory Month[Update 3/3] ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นเดือนที่มีวันน้อยที่สุด แต่มีอะไรให้ทำมากที่สุด
(เป็นข้ออ้างเล็กๆที่ไม่ได้ Update Blog นี้มานาน) อีกอย่างคือ กะว่าจะเขียนอะไฺรที่มีสาระมาลง แต่ผัดไปเรื่อยๆเลยไม่ได้ทำสักท 3 Feb :: Broadway [Mary Poppin] คงจะเคยได้ยินมาว่า Broadway เป็นละครเวที และเรียกได้ว่าเป็นของขึ้นชื่อของ New York City ครั้งนี้โรงเรียนพาไปดู เลยได้ไปสัมผัสบรรยากาศละครเวที หลังจากไม่ได้ไปมากว่า 6 ปี ที่นั่ง เล็กแล้วที่เรานั่งก็สูงประมาณตึกสามชั้น น่ากลัวจะยื่นหน้าแล้วกลิ้งตกไป ชอบตรงที่ ดนตรีประกอบฉาก เค้ามีวง Orchestra มาแสดงสดหลังเวที เสียงเลยดูกระหึ่มดี ส่วนเรื่องละครก็ดีมั้ง (ฟังยังไม่รู้เรื่อง พูดเร็วกันมาก) แต่ฉากเค้าใหญ่จริง จำลองบ้านเกือบทั้งหลังที่เลื่อนไปมาได้ แถมถอดห้องใต้หลังคาลงมาที่พื้นได้อีก (เสียดาย ถ่ายรูปไม่ได้ เค้าไม่ให้เอากล้องเข้าไป) 12 Feb :: AMC [American Mathematics Competition] รายการแข่งเลข ที่เทียบได้กับ สสวท.บ้านเรา ถ้าผ่านไปรอบหลังๆ ก็จะไปถึงโอลิมปิก เป็นแบบปรนัย มีตัวเลือกให้ 5 ตัว 25 ข้อ ข้อละ คะแนน ถ้าเว้นไว้จะได้ 1.5 คะแนน ถ้าตอบผิดก็ 0 ที่แปลกคือโจทย์ประมาณ 15 ข้อแรกจะติงต๊องขนาด ม.1 แต่สิบกว่าข้อหลังจะโหดแบบ สสวท.ของจริง ผลเพิ่งออกมาไม่นาน ก็แน่นอนว่าผ่านเข้ารอบ และก็ได้เป็นที่หนึ่งของโรงเรียน มีชื่อติดป้ายทองหน้าห้องหมวดเลข (ข้างๆชื่อพี่ต้า ที่มาโรงเรียนนี้สองปีก่อน) ตอนนี้ก็เลยดังอยู่พักหนึ่ง มีอาจารย์มาทักบ่อยๆ คะแนนก็ 129/150 (ที่ดูเยอะ เพราะมั่วถูกไปสองข้อ) รอบหน้าก็เป็น AIME แข่งเดือนหน้า ก็หวังว่าจะมีดวงพอได้ผ่านเข้ารอบต่อไป 15 Feb :: After Valentine Day เหอๆ จริงๆวันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์หรอก แค่วันประกาศคะแนน SAT เดือนมกรา กับวันประกาศผล College ที่แรก ผลก็ ... ติดหละ อย่างน้อยก็มีี่เรียนแล้ว ถึง University of Illinois จะหนาวไปนิดก็เถอะ อ้อ จริงๆก็รู้ผลอีกที่นึง Penn State คือ ก็ติดเหมือนกัน แต่เป็น Safety และก็ไม่ได้อยากเข้ามากมายก็เลยไม่ได้ดีใจขนาดหยุดเรียนฉลอง 16 Feb :: Papa's birthday วันเกิดคุณพ่อ สุขสันต์วันเกิดครับ :) เดีํยวกลับไทย จะหิ้วอะไรไปฝากเป็นของขวัญวันเกิด (กะว่าจะโทรไปหา แต่กลายเป็นว่าป๊าโทรมาหาเราก่อน) 17 Feb :: Thai Night พอดีโรงเรียนหยุดวันจันทร์ ก็เลยหนีไปเที่ยวไกลถึง Boston ที่ต้องนั่งรถถึง 4 ชั่วโมง แถวนั้นเค้ามีงาน เป็นงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย จัดโดยรุ่นพี่ที่เรียนอยู่แถวๆนั้น ในงานก็มีการแสดงรำ ดนตรีไทย ละคร และก็ที่ขาดไม่ได้ ... อาหารไทย :P ก็ได้ไปเจอเพื่อน เพลิน แล้วก็อร่อย แถมงานนี้ก็จัดทุกๆสองปี ตอนเข้า คงหาโอกาสไปไม่ค่อยได้ (จริงๆก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปเรียนที่ไหน) 22 Feb :: Snow Day จริงๆก็แค่เป็นวันที่ีมีหิมะตก แต่พอตกหนักๆโรงเรียนก็จะประกาศหยุดเรียน พอทุกคนรู้ว่าหยุดเรียนวันศุกร์ก็เลยครึกครื้นกันใหญ่ ปัญหาคือ เพราะหิมะตกหนัก เพื่อนหลายคนเลยไป HMMT ไม่ได้ (เศร้ามาก) 23 Feb :: HMMT [Harvard MIT Mathematics Tournament] มาแล้ว รายการแข่งเลขครั้งยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าไม่ไปไม่ได้ (แต่เพื่ิอนที่มาเรียนเลขคนนึงก็ไม่ไปแฮะ) รูปแบบแปลกดี เป็นการแข่งทีมละ 8 คน รอบแรกแข่งเดี่ยวก็เลือกวิชาที่จะสอบสองอัน Algebra, Combinatorics, Geometry, Calculus, General รอบสองแข่งทีม เอาทั้งทีมมานั่งรวมกันแล้วพิสูจน์โจทย์เลข รอบนี้สนุกตรงที่ได้ช่วยกันคิด แถมเค้าให้ใช้กระดานดำได้ด้วย รอบสามอันนี้สนุกสุด เรียกว่า Guts Round เราจะต้องวิ่งไปหยิบโจทย์ครั้งละ 3 ข้อ ต้องตอบโจทย์สามข้อนั้นก่อน (จะเว้นหรือตอบมั่วไปก็ได้) ถึงจะวิ่งไปหยิบโจทย์ใหม่ที่มีคะแนนสูงขึ้น แบบว่า ได้โจทย์ว่าก็นั่งปั่นๆๆๆ ได้ไม่ได้ก็วิ่งส่งคำตอบกับหยิบโจทย์ใหม่มา รอบหลังๆเวลาไม่พอก็นั่งเดา 0, 1, pi/2 คะแนนไม่มากเท่าไร เพราะตัวเก็งมาไม่ได้หลายคน แต่ความสนุกมากมาย แถมเป็นการรวมรุ่นเล็กๆ เพราะเจอเพื่อนเป็นสิบคน และแน่นอน ได้กินอาหารไทย มีรูปด้วย แต่ไม่ใช่รูปเรา เป็นของเพื่อนที่ถ่ายไว้ HMMT Photo 28 Feb :: Mix it up Day
วันในอุดมคติของนักเรียน วันเรียนที่ไม่มีเรียน
วันแปลกๆที่เค้าให้นักเรียนจัดกิจกรรมอะไรก็ได้เป็นกลุ่มๆแทนคาบเรียน แล้วเราก็เลือกไปลงแต่ละกิจกรรม
ตัวอย่างก็ Off-campus trips, Pingpong, Scaventure hunt, Juggling, Wii, Sword play, Pizza tour, Asian Cooking (ฟังดูดีใช่มั้ยหละ)
แน่นอนว่า ถ้าเรามีกลุ่มเพื่อนสักหน่อย อาจจะจัดวันเล่นโกะ วันดู Numb3rs หรือวันอาหารไืทย (แน่นอนว่า ไม่มี T_T)
ที่เราลงไปก็ กลไพ่ Scaventure กับฟันดาบไม้ไผ่ แต่อันหลังคนน้อยไป เค้าเลยพาไปเล่นเกมแทน (เหอๆ)
8 March :: International Dinner อันนี้เป็นงานประจำปีของโรงเรียน จะแบ่งๆกันทำอาหารของแต่ละชาติแล้วเอามาเสิร์ฟรวมกัน เนื่องจากเรา ... (เติมตามสะดวก) ปีนี้เลยไม่ได้ทำอาหารไทยไปร่วมงานด้วย - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 14 มีนา ก็ได้หยุด Spring Break แล้ว เดือนแห่งการชิวครั้งใหญ่กำลังจะมา ขอตัวไปชิวก่อน ^_^
February 03 Life on BoardThis is my main essay for college application.
I wrote it at Brewster and revised for many times with my english teacher, Mr.Robert Cornigans (Yes, I should give credit for him.)
In case you want to read mine, here it is, my final draft.
****************************************************
Life on board
“Advise me, please,” I say in the manner of speech we use to start the game.
Before me, a blank wooden board, a battlefield for me to reach an achievement. Beside me, the ammunition, a pile of black stones heaped in a brown wooden box. Opposite me, my opponent, my equal, with his white ones in this war of wits. The circumstances are nothing new: I have been playing “Go”, a Chinese board game played on an array of nineteen-by-nineteen squares, for many years now. Like the game of life itself, it starts in emptiness and radiates from a single point I choose outward to uncertainty. Though I play as if I am certain what the outcome will be.
I remove a black stone from the heap and confidently slam it down at a big black point near one corner of the board. “Tik,” sounds the stone, starting the game. The atmosphere is cold: the eyes of countless friends and strangers looking on the board to witness the significant result. Exhausted from too much thinking, confused and dazed by messy clusters of white and black pieces in unfamiliar formations, I continued the play for an hour. My play and my opponent’s are dictated by the ticking of a clock. Time flies by in this final round, success demanding that I play the game several moves ahead in my head, anticipating his move, then mine, then his, then mine. No room, no time for error. I grab a stone and plunk it down . . .
Each game of “Go” is like a little life, compelling me to find solution in an apparent mess, teaching me to make reasoned decisions for the real world. “Go” has taught me to take seriously the challenges that lie ahead. It has prepped me to factor in life’s little triumphs as well as life’s many troubles.
. . . “Thank you for your advice,” I say in the manner we use to end the game.
I rise from the table among sound of grabbing hand. However, life presents us with one challenge after another. Now I am playing the role of “Thai scholar.” In this game, too, I stare across a blank board into an uncertain future at life’s infinite possibilities. Others have played the game quite successfully before me. Some others assure me that I am just as capable as they. I think so. I hope so.
I have made my first move: I’ve come to America, studied in a new world, learned to read and write and speak a new language, set in motion a game whose outcome I designed and will continue to design for the next several years. Armed with this knowledge, I am ready to make my next move, to go to college, to study mathematics under new and more challenging circumstances. So I walk confidently on this adventurous road to seek my destiny as a Royal Thai Scholar to play the game as well as I can and so serve my duty to my king, to his people, and to my country. January 27 Recallประกายแสงอาทิตย์ยามเช้า สาดส่องบนเตียงนอน ฟูฟ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาว
หิมะที่เคยโปรยปราย ระบายสีขาวโพลนกลางสนามเมื่อคืนวาน ตอนนี้เหลือเพียงปุยเล็กๆ กองอยู่เป็นหย่อมๆ สลับกับสีเขียวของหญ้าที่ยังคงมีชีวิตชีวา แม้จะอยู่ในอากาศหนาวเหน็บของต้นปี
เสียงซู่ซ่าของฮีตเตอร์ ดังแข่งกับเสียงนาฬิกาปลุก แย่งกันต้อนรับวันใหม่ เวียนมาครบรอบของวันเก่า
ภาพการเดินทาง ซ้อนทับเรื่องราวเก่าๆ ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน
ภาพของบ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มๆ อยู่ตามเนินเขา กิ่งไม้ไร้ใบสีน้ำตาล ตัวเมืองที่นิ่งสงบ มีเพียงลมหนาวพัดผ่านบนทางเดิน
แม่น้ำสายใหญ่ ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย เลียบเนินเขาสูงชันฝั่งตรงข้าม ทิศทางเดียวกันกับเสียงรถไฟที่เคลื่อนขบวนเข้ามา
...
การเดินทางสิ้นสุดลง ณ สถานีรถที่เคยมาครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นบรรยากาศที่อยู่คนเดียว
เดินลงจากรถพร้อมกับกระเปําใบส้มสดใส และกระเปําสะพายสีดำ เดินต่อได้ไม่นานก็พบพี่ชิน ในเสื้อหนาวสีดำน้ำเงินตัวคุ้นตา ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่เหมือนกับรอมากว่าครึ่งชั่วโมง
หลังจากขึ้นรถไฟใต้ดิน และเดินฝ่าลมหนาวของเมือง Philadelphia สักพัก ก็มาถึงลานน้ำแข็งเพื่อชม Ice Hockey
ออกจากสนามพร้อมกับพี่ชิน ที่อารมณ์เป็นพิเศษดีหลังจากจบการแข่งขัน ไปรวมตัวกับรุ่นพี่อีกคนหนึ่งเพื่อรับประทานอาหารเย็น
บรรยากาศ ของบทสนทนา และ เสียงหัวเราะ กลับมาอีกครั้งในร้านอาหารจีน ถูกเติมเต็มด้วยลูกค้าแน่นขนัดในพื้นที่เล็กๆบนชั้นสอง
แสงไฟเล็กๆจากเสาไฟฟ้าภายในนอกหน้าต่าง ส่องสว่างริบๆตามถนน ต่างกับแสงไฟภายในร้าน ให้ความอบอุ่นด้วยสีเหลืองนวล
อาหารทะเลนานาๆชนิด ถ้วยน้ำช้า ตะเกียบ โถข้าว วางระเกะระกะบนโต๊ะ
เป็นอาหารเย็นมื้อธรรมดา แต่ถูกให้ความสำคัญเพราะอยู่ในวันพิเศษ
...
วันพิเศษหนึ่งวัน ล่วงผ่านไปเฉกเช่นวันอื่นๆ
วัฒนธรรม ค่านิยม ความเคยชิน สั่งให้คนเราต้องให้ความสำคัญกับวันที่ทุกๆคน มีอยู่คนละวัน ต่างกันตามตัวเลขบนปฏิทิน
ของขวัญ เค้ก งานเลี้ยง คำอวยพร องค์ประกอบต่างๆ บางครั้งสถานการณ์กับเวลาก็ไม่เอื้ออำนวย ที่จะสรรหามาให้ได้ครบ
ถ้าไม่มี วันนั้นก็ผ่านไปภายใน 86400 วินาที
ถ้าไม่มี พรุ่งนี้ก็ยังมีตะวันวันใหม่ ยังฉายแส่งยามรุ่งอรุณทางทิศตะวันออก
แต่ทำไมเราถึงจะทำให้มันไม่มีหละ ?
ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น เราก็สร้างมันขึ้นมาได้ เหมือนที่ทุกๆวัน ที่เราทำในชีวิตประจำวัน
งานเลี้ยง ไม่เห็นต้องมีคนมากมาย ขอแค่ได้อยู่กับคนรู้จัก หรือคนพิเศษ
เค้ก ไม่จำเป็นต้องตัดหรือปักเทียนตามเลขวันเกิด อาจจะเป็นเพียงมื้ออาหารที่มีของโปรดเป็นจานหลัก
คำอวยพร ไม่ต้องเป็นการ์ดสวยงาม หรือถ้อยคำยาวๆ คำพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ก็ทำให้เราอิ่มเอมใจ
ของขวัญ ไม่ต้องดูหรูหรา ไม่ต้องมีกล่องพร้อมริบบิ้นแดง แค่เราเปิดใจค้นหาสิ่งใหม่ๆ ก็เปรียบเป็น "รางวัลแห่งชีวิต" ให้ตัวเองแล้ว
"ความพิเศษจะถูกสร้าง ก็ต่อเมื่อตัวเราให้ความพิเศษกับมันเท่านั้น"
18 มกราคม 2551 January 03 New Yearสวัสดีปีใหม่
สวัสดีปีใหม่
ช่วงเวลาที่ทุกอย่างที่ดูเดิมๆ กลายเป็นสิ่งใหม่
โลกใบใหม่ สนามหญ้าใหม่ หิมะตกใหม่
เพื่อนใหม่ งานเลี้ยงใหม่ เสียงหัวเราะใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ
วันใหม่ เดือนใหม่ ... ปีใหม่
คนเรารู้จักทำเรื่องเล็กๆให้เป็นเรื่องใหญ่
แค่เลขตัวเดียวเปลี่ยน ทุกๆอย่างก็ดูเปลี่ยนไปหมด
และก็ ... การนับถอยหลังสองรอบ คงจะเปลี่ยนเวลาไม่ได้
ยังไงก็ตาม ตอนนี้ก็คงเป็นปี 2008 เหมือนกัน
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
หยุดปีใหม่ครั้งนี้ ได้มารวมตัวกับเพื่อนๆทุน TS50 ที่ Stony Point
จริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่มาฉลองปีใหม่ แต่มารวมตัวกันเพื่อทำใบสมัครมหาวิทยาลัย โดยมีรุ่นพี่กับ TA (Teacher Assistant) มาช่วยดูแล
วุ่นวายมากๆ ทำใบสมัคร Online เขียนเรียงความ ส่งเอกสาร กว่าจะเสร็จก็วันสุดท้ายเลย
เสร็จเรียบร้อย เหลือแต่นั่งรอ แล้วก็ฉลองปีใหม่
รุ่นพี่บอกต่อๆกันมาว่า อยู่ที่นี่มีความสุขมาก
จริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง
ที่จริงก็คือ อยู่กับเพื่อนๆพร้อมหน้า มีอาหารไทยให้กินทุกวัน โดยพี่ๆเป็นพ่อครัวแม่ครัวให้ และมีกิจกรรมมากมาย
อย่างโต๊ะปิงปอง Ice Skate (นั่งรถไปข้างนอก) Pallisade Mall (ห้างใหญ่ๆ ไปดูหนัง กินไอติม เดินเล่น) คริสมาส และก็ Countdown ปีใหม่
ที่ไม่จริงคือ บรรยากาศช่วงทำงานตึงเครียดมาก
นั่งหน้าจอคอม พิมพ์งาน เดินไปให้เค้าตรวจแก้หลายๆรอบ ยิ่งเวลาใกล้ถึง Deadline ช่วงดึกๆคนจะยังคึกคักอยู่
อาหารเต็มครัว มาม่า ขนมปัง นม โยเกิร์ตมีให้พร้อม ก็เลยมีหลายๆคนโต้รุ่งปั่นใบสมัคร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความสุขเล็กๆ ท่ามกลางกองกระดาษ คอมพิวเตอร์ และซองจดหมาย
แอบออกจากโรงเรียนก่อนวันนึง ทำใบลาเรียบร้อยว่ามาเตรียมสอบ TOEFL แล้วก็วันนั้นเรียนแค่คาบเดียว
กะจะมา Surprise เพื่อน แต่จริงๆก็ไม่มีอะไร แค่เดินมาหน้าประตูแล้วโบกมือ แต่ก็ได้หลอกเพื่อนคนนึงที่คุยๆกัน แล้วบอกว่าเราจะไปโผล่อีกวัน
เจออนรรฆ ที่มาพร้อม O2Jam ทำลายคีย์บอร์ดเค้าไปนิดนึง กับได้เห็นเพลงใหม่ๆ กับเห็นว่า เทพ เป็นยังไง
ตีปิงปอง ตีไม่เก่งแต่ชอบเล่น อยุ่ Prep ก็มีแต่ไม่ค่อยได้เล่น มานี่ก็คันไม้คันมือ เล่นรวมๆกันเกือบ 6 ชั่วโมง
เล่นสไลเดอร์บนหิมะ ถึงจะไม่สูงเท่าที่โรงเรียนแต่ก็สนุกดี
ภาษาไทยที่ไม่ค่อยได้พูดมานาน ไม่ได้ฟังมานาน มานี่ก็เกือบๆ 24 ชั่วโมง
งานคริสมาส มีปู่ Rorke มาเป็นแซนต้า แจกถุงเท้า ขนม ของเล่น แล้วก็ไพ่ ... (รู้ใจเราจริงๆ)
ทำขนมผิงกับอะไรมากมายไปห้อยที่ต้นคริสมาส ฟังเค้าเล่านิทาน แล้วก็ร้องเพลง
Ice Skate ครั้งแรกในชีวิต ลื่นๆไปได้บ้างเพราะว่าหลักการคล้ายๆ Roller Skate ที่ล้มไปตอนอยู่ Brewster
คนเยอะมาก ลื่นมาก หนาวมากเพราะเล่นกลางแจ้ง เหนื่อยมาก แต่สนุกมาก
งานปีใหม่ เล่นสันทนาการแบบไทย แฟนพันธ์แท้ TS50 (ใครมาถึงที่นี่คนที่ 17) กินขนม เล่นไพ่ Countdown คาราโอเกะ ดูหนัง
เป็นการฉลองทั้งปีใหม่ แล้วก็เสร็จใบสมัครมหาลัยที่นั่งทำกันมาเป็นอาทิตย์ (อันหลังดูจะเป็นเหตุผลหลัก)
สิ่งที่รู้สึกดีมากๆ ที่ทำตอนสิ้นปีคือ ดูการ์ตูน Kanon จบ
จำได้ว่าเม่นแนะนำให้ดูปีก่อน (ปีใหม่พอดีด้วยมั้ง) แต่ก็มาเริ่มดูที่ Prep แล้วมาดูจบที่นี่
การ์ตูนอะไรไม่รู้ ดูแล้วรู้สึกดีมาห ข้อคิดอะไรดีๆในเรื่องตั้งมากมาย
ความทรงจำ คำสัญญา กับปาฏิหารย์
/ \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ / \ /
เวลาผ่านผ่านปีขึ้นปีใหม่
วันเปลี่ยนเลื่อนเดือนเปลี่ยนไปในปีนี้
ปีเก่าจบลบเลี่ยงเพียงเลขปี
สิ่งดีดีมีเหลือไว้ให้จดจำ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
"What is my Christmas wish?" I think once my friends are talking about what we will do for Christmas party.
I have been taught by the world that Christmas is special. Although there is neither Santa Clause nor snow at my hometown, circumstance of Christmas has been embeded in my mind since I was graduated from Christian high school.
Iwonder what I did for Christmas last year. Flashed back, I see a student sitting on a chair and play card with his friends after mid-term exam. It happened after the boy finished exam for scholarship a day ago. He still lived happily because he was already admitted by in the most famous university. Christmas last year was nothing but noticable mark on a calendar.
"Let's decorate your own gingerbread," my friend brings me back to where I am. Crowded people gathered in dining hall where on tables are colorful stuff concealed among white scenary outside. Weird smell of ginger, sweet smell from candy, and cold weather mix up in my nose. Everyone is sitting at each table to do different works. Corn and berry are connected to make a long rope. Ice crystal by blue and white beads lay on a tray. Most people do painting on crystal, tree and Santa Claus figures. Gingerbread attached by everyone's name is alphabetically set near colored cream and other edible decorations. Everthing in this room seems lively. Everyone smiles and laughes. Every time is more valuable.
"Santa Claus is coming !" every eyes simultaneously turns to the origin of cheerful sound. Pu' Rorke in red walk from a door with his big white bag. Grabbing and cheering are exploded. Smilingly, I get a sock bag of snack, card, pencil, toy and card, and have photo with Santa Claus. We hurry our works and bring everything we have back to Beta A, where we will celerate together.
I am sitting among everyone. Everything we made this afterrnoon is hung with red-and-green lightbulb. Electric piano stands in front of the room. Mr.Rorke and Chris are sitting beside bright Christmas tree. They make up celebrated environment by telling Christmas myth and singing Christmas song. Then, we play the funniest thing, Yankee Swap. Everyone brings one gift and we play a game to switch their gifts to each another. First person unwraps one gift, second one can either get new gift or steal anyone's sitting before. The most attractive gift is stolen many times. Finally, I have singing snowman, lighting and dancing one.
I put smile snowman beside my laptop, lightening gloomy room where everyone is working on college applications. Deadline is coming soon. Departure is coming soon. Next year, we will be seperated to different colleges. We will spread out to differnt part of this gigantic country. This might be the last time that all TS'50 stays with others. Future seems subtle. Past totally passed. What I handle is present. Present. I look at it, wishing silently.
"I want to celebrate for Christamas next year," believing that happy can happen as long as I live, I smile back to the snowman. December 10 notificationขออนุญาติอัพอันใหม่ อันก่อนไม่ได้เล่าอะไรมากมาย
แล้วก็อัพถี่ไปนิดนึง ใครว่างๆก็อ่านอันล่าง อันล่างๆ กับอันล่างๆๆ ก็ดี
หิมะตกแล้ว !
สวยกว่าที่คิด สวยกว่าที่ดูในการ์ตูน Kanon สวยกว่าที่เห็นในทีวี
แปลกดีที่มันก็หนาวเหมือนเดิม (ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่า 0 องศา ใส่เสื้อหน้าวก็เดินได้)
ได้ความรู้ใหม่
ว่าหิมะตกแล้วพื้นลื่น (เดินไม่ได้ดีกลิ้งไปโรงอาหาร)
หิมะตกแล้วติดเสื้อ
หิมะตกบางที ก็มีฝนมาด้วยหน่อยๆ
หิมะไม่ได้ตกนาน ตกเจ็ดโมง เที่ยวหายเกลี้ยงเลย ...
มีแบบหิมะตกเช้า ฝนตกเย็น กวาดหายเรียบ
หิมะก็ใช่ว่าจะตกขาวโพลนตลอด
พอเริ่มละลาย ก็จะมีวิวสนามบอลขาวเขียว ดูสวยดี
หิมะก็เหมือนฝน ถ้าเดินต้านลมแล้วหิมะมันจะเข้าปาก
เอาถาดโรงอาหารมานั่ง ก็ทำเป็นเครื่องเล่นเนินหิมะได้
หิมะโปรย ดูแล้วเพลินดี
หิมะหายไปก็ไม่หมด บางทีเหลือไว้เป็นก้อนๆ ให้คนงานทำความสะอาด
ยังไม่ได้เล่นหิมะเลย ตกนิดๆ แล้วก็อยู่ไม่นานมาก
โอเค เล่าเรื่องหิมะหมดแล้ว
ช่วงเทอมใหม่ ลงกีฬาใหม่ ที่เลือกไว้ได้แก่ ... เทควันโด !
ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้หามาได้ไง แต่ก็มีแล้ว ลงไปแล้ว
เตะๆต่อยๆ ไม่เหนื่อยแต่ก็สนุกดี เหมือนส่วนใหญ่เค้าสอนป้องกันตัว อย่างถ้าโดนลอกคอให้ทำไง โดนกดให้ทำไง
เรื่อง College ตอนนี้ก้ให้อาจารย์เซ็นใบ Recommendation เรียบร้อย
เหลือแต่ทำ Essay ที่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่ม
College List หลังจากจิ้มมั่วมานาน ก็ได้ที่เป็นที่พอใจ (พอใจกับติด คนละเรื่องกัน)
โรงเรียนนี่ตึ๊งมาก ... เค้าบอกว่าไม่มีสอบกลางภาค
ถามอาจารย์ว่าแล้วสอบตอนไหน เค้าบอกสอบมิถุนาทีเดียวเลย
... นึกภาพว่าเรียนหนึ่งปีแล้วสอบหนึ่งครั้ง ... เรียกได้ว่าหายนะ
บิลค่าฉีดยา 100 เหรียญตามมาหลอนที่ห้องแล้ว ดูท่าว่าจะเบิกไม่ได้ด้วยสิ
เริ่มนับถอยหลังเข้า Christmas แล้ว เย้!
ปีนึงแล้วสิ จำได้ว่าสอบทุนกพ.แล้วก็คริสมาสพอดี ไปสอบกลางภาคที่โรงเรียนต่อ
อะไรบ้างไม่รู้ แต่รู้ว่าเลขสนุก วิทย์ไม่รู้เรื่อง อังกฤษพอทน ไทยสังคมมือหงิก
แล้วทำไมเรามานั่งตรงนี้ได้หว่า ? ช่างมันแล้วกัน
เจอกันใหม่กับ Entry ที่ชื่อว่า "New Year" (ตั้งให้มันลงท้ายด้วย N เพื่อการนี้โดยเฉพาะ) December 09 NotationI forgot when I stopped counting time I stayed here.
I sometimes forgot the reason why I studied here.
Life was not bad.
Indeed, I could make myself ignore bad thing. I believed I could manage my life and the result satisfied me.
But did I have a tough time ?
Yes, I did. But it was long time ago. It's when I first stepped and saw this school.
I did. Everyone did. So that's not a serious problem.
If you often visited my blog, you would notice that last 4-5 entries I complained something.
Why?
I asked myself now and I did not get any response.
I think I had no problem or it was unsolvable problem or even that's not my problem.
If I did have problem, it came from a good situtaion...
Sounds weird ? What am I worried ?
Like one of humankind, I am afraid that it will disappear soon if I decide and do it wrong.
I am afraid in faint future. I am afraid of something unpredictable.
So what ?
Maybe it is good, too good. Too good to be true. Too valuable to be lost.
Maybe I have no problem living here except that one.
Maybe living alone can give you some consideration.
What happen if it vanish ?
Well, no one can tell because it is "future".
My path is long, very long.
Someone said "everything begins from the first step". I already did.
And then ...
I realized recently that I concerned other people too much.
I think I am but I don't know what other think about me.
Also, someone told me I should not care other too much. Do whatever I want.
I agree. Live free. Do whatever I can and I want.
But I also remind that what I do must not annoy others.
I don't care my life. I just live happily. but how about others?
I think what I consider relate to other. That's why I am worried.
I assume someone will commend "Don't mind other people" or "Live free, or die" or ":)"
I use a lot of "I". Ummm. That's not a point.
In conclusion,
I will try to figure out soon.
I think I want "Time" to find what it is.
I try to keep it away from my school life till I can solve (or know how to deal with it).
I am happy with slightly nostalgic.
Christmas is coming . . . . . December 02 ReincarnationAfter 3 long months at school, I had started my first break.
Thanksgiving Break
16-26 Nov, the time to give thanks to others (I don't care much why we have this day. What I consider is I have holiday)
My trip is very long, adventorous one. Master school > Columbia :
Stay one night before leaving to Lehigh. I wonder that the more I visited there, the more I experienced new thing.
This time I went to Thai family house. I can tell it is hai by poster, bhuddism, kitchen, language and food. 'Pa' (Aunt) whom P'Nop refered had acknowledged God-hand Thai food cooking skill. Very great.
Columbia > Lehigh :
18$ and 2hours+ . The problem is .. I get off the bus at a wrong station and stood in the middle of nowhere. I asked the officer at that station whether there was another bus. Yes, he said no. I had to wait more than an hour. I called P'Tee and he said no one can pick me there. So, I had to wait. Fortunately, officer find someone and drove me to a right station no charge in the middle of night (about 10 PM.) I am very impress of their generousity
- Good + Li + Nun + P'Tee + P'Whan + ...
- X-Box +Karaoke + Card (under Electricity shortage "ไฟดับ") + Pool
- Snow !!! + Comp Class (Li = เปรี้ยว raise hand in class)
- Big house + crowed bedroom + Cold
Lehigh > University of Pennsylvania : - SAT 66 words on the bus (Spomsored by Li)
- First time in Starbuck
- Tiam, Tor, Li, Chai, Jeep, First, Gim, Yiam, Oh, Li, Tee, If, Good, Mink (I saw him for 30 minute)
- P'Chin + P'Jed + P'Tee(from Lehigh)
- Cold floor in small bedroom without blanket ...
- Philadelphia city tour > Bell + Chinese market + Subway + Book store(Nerd place) + Book "Mathematical Go" !!!
- Thai dinner [by TS50]> P'Jed house + 'Pa-nang' + Chit chat
- Risk + Card + Game
- College Tour (Eniaac - The first computer in the world)
- Truck Food (5$ = Rice + something, not good but it is proper to its price.)
- Dinning Hall = Big trivia chatting
- Labor > Carry ขิม กลอง ระนาด ...
U Penn > Carnegie Mellon University : - Tee forgot passport = shock+run > finally found but postponed his flight
- CMU is very cold ... We cannot wait for P'Kanoon outside.
- P'Taa's+P'Khong's room = Very very big! ~ House
- 22 Nov = Thanksgiving day = Thai food (+Sushi&Pie)
- First, Tee, Li, Mew, Him, Vit, Boss, New, Yiam
- P'Taa, P'Khong, P'Kanoon, P'Nol
- Card (สะดึ๊ย?)+ Karaoke + Wii + Rubik cube+ O2Mania + Pool
- Snow again
- เสา ?
- Return T_T Adventure in JFK airport, where I first stepped USA.
PS:Sorry for too little detail ...
: Did I miss someonw ?
: Picture at the same place > Picasaweb
: See yaon Winter Break
: Wow !!! November 17 EarlierWho have ever wish there is 25 hours a day ?
Yes, there is.
For people who don't know, because of some reason, they adjust the time to be proper.
So some day in this month will has an extra hour ! [This year is 3 Nov]
The day you woke up and had to subtract the time by one.
The day your time in computer and on alarmclock are not the same.
The day you realized how different an hour is by looking through window at 5.00 PM and seeing the black sky.
The day you felt you had more time and felt sleepy earlier.
However, sonething gains, something loses. i will lose an hour in Summer...
Who want to go to musuem?
Yes, I did.
It is Metropolitan Museum of Art. I can choose another musuem but teacher suggested me this be the best one.
You can take a look at my picture gallery. It is big and great. My chinese friend seemed to be enjoy chinese art, especially chinese alphabet.
There are Egypt, Roman, Asian, Photograph, Scrupter, painting and other arts.
Who want to be hypnosized?
No, I did not. but I saw the performance that seemed unbelievable (means unreliable.)
Asking a specific information and wrinting everything down in a sealed envelope...
Saying he hypnosized someone and controlled them to do anything (Dance, sing, shout, cold, smell a shoe.)
Not fun... It was bored because of 2 hours show.
Who want to see snow?
Ummm... I think I see one.
On Friday (Today,) I walked to science building. I saw black cloud above. I felt it was raining. I saw something weird, small white things blowing in the air.
They were little as if it be dust dropping from tree. But it continued dropping.
I assumed it was snow. When I came out from the science building after the end of class, it was gone.
It was like the preview ... I might enjoy this more if I had time to watch it.
Who want to join Thanksgiving break?
Everyone !!!
Again, for people who don't know, Thanksgiving is tradition in America when they celebrate for their harvest.
Moreover, this time is considered as the first break for student (Especially Thai Scolar) after living toughly in prep school for 2+ months.
For someone this is, too, the first time they meet TS friends after departure from Brewster Academy (Don't count chatting in MSN or Skype)
Most people go to college because most dorm is closed and there is no place else to live.
My plan for this vacation is to go to Columbia (where I am writing this blog), Lehigh, University of Pennsylvania and Carnegie Mellon University.
So ... See you after Thanksgiving !! November 09 ShameI got co-curricular detention because I did exam and forgot teacher's sign for excuse.
I did not told her before; I might let her wait and worry about me.
I got academic detention because I totally forgot math homework.
I made teacher felt bad.
Because of this detention, I could not go to community service, which there is a party for the last day.
Moreover, I could not keep my promise to meet someone at Andrus, where I did my community service.
I were quiet, which made my advisor worried about my english.
I forgot to make appointment for teacher who said she wanted to go to Thailand.
I handed in essay late more than a week, even thought he said it was OK that I told him before ...
I forgot to do english homework, as well as to buy the book.
I were too lazy about college progress, which is the reason why I am here.
I spend more than 6 hours to make the topic for English essay and finally came up with nothing well. (also it stole my sleep time.)
I felt bad when someone greeted me and I did not even know his/her name.
I checked in late, 3 times+. Moreover, I sometimes slept in my bedroom and dorm parent had to come to see me (he did not wake me but I knew it was he.)
I returned to my dorm late once I visited Columbia.
I forgot to report to drom parent after I arrived the dorm.
I could not get the perfect score at math competition due to my usuall error.
I did very bad SAT2, which I had no chance to improve it.
******************************************************
I know everyone has to pass the hard time.
I know every problem has the solution.
I know I can choose to feel good or bad.
I know my failure and I know how to fix it.
I know what I should do here.
I know time will bring everything in its proper way.
I know when I feel bad, I have to do something else to make my mood better.
I know ...
I can do it. I can be patient and pass this tough period.
But
I can't deny the fact that past is unchangable.
I can't deny that I have ever made someone hurt, especially myself.
I can't deny that I am alone.
I can't deny that I am lazy.
I can't deny that I have been changed.
And ... I don't want to deceive myself.
It is impossible to be perfect, to do everything well and to avoid anything bad.
It is impossible, or few possibility, to change myself by myself without help from other, like to lift your body by your hands.
I believe in fact. Although it is not good for me, it is fact....
My problem ... I will try to repair them if I can. I can't fix problems made by others.
Yes, as usual ... I am alright.
PS:
+ My phone number is 914 479 6766
+ I had Thai food ... at Thai house [name of restaurant] So delicious.(gauranteed by Chinese frends)
+ Wait for the day everyone waits for ... Thanksgiving break ...
+ Jeep, thank you for inviting me to be your roommate at Stony point ... see you there. |
|
|